โอกาสสุดท้ายของการอนุรักษ์มรดกโสตทัศน์ของประเทศไทย ?

เป็นข่าวที่ผมลงไว้นมนานกาเลแล้ว แต่ก็อยากลงอีกครับ เพราะไม่แน่ใจว่าหนังสือที่ผมเขียนอยู่เขาจะเอาลงหรือเปล่า แต่เป็นข่าวที่อยากเผยแพร่ให้มากๆ เข้าไว้ จึงขอนำมาลงในบล็อกอีกครั้งครับ

แม้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(ยูเนสโก) จะประกาศให้วันที่ 27 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันมรดกโสตทัศน์โลก เพื่อให้เห็นความสำคัญของการเก็บรักษา และซ่อมแซมสื่อโสตทัศน์ ซึ่งทางมูลนิธิหนังไทยได้จัดงานไปแล้วนั้น แต่ผลตอบรับจากภาครัฐกลับน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทางหอภาพยนตร์แห่งชาติจึงได้จัดหัวข้อในการสัมมนาในวันที่ 13 ธันวาคม 2549 อีกครั้งด้วยชื่อที่น่าตกใจว่า “โอกาสสุดท้ายของการอนุรักษ์ มรดกโสตทัศน์ของประเทศไทย ?” และตลอดงานนั้นก็ได้ชี้แจงให้เห็นว่าการ ตั้งหัวข้อดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องเกินเลยแต่อย่างใด
ช่วงแรกของงาน ได้มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องและทำงานดูแลรักษาสื่อโสตทัศน์ของไทยหลาย ท่าน นำโดย คุณโดม สุขวงศ์ มาพูดคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของสื่อเหล่านี้ให้เห็นภาพรวมๆ โดยสิ่งที่น่าตกใจก็คือ มรดกที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมของชาติทั้งด้านภาพยนตร์ และวิทยุโทรทัศน์อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงมาหลายสิบปีแล้ว และจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หากแต่ภาครัฐกลับให้งบประมาณในการทำงานต่อปีกลับน้อยนิด ครั้นทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะดิ้นรนหาการสนับสนุนด้านอื่นนั้นก็เป็นไป อย่างยากลำบาก เพราะอยู่ภายใต้การบริหารของราชการ

ที่น่าห่วงที่ สุดเห็นจะเป็นภาพยนตร์ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จำนวน 278 รายการที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างหามิได้นั้น กลับไม่ได้การเอาใจใส่อย่างที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ได้เกิดความยืดเยื้อยาวนานในการดูแลมาถึง 20 ปี เพราะการดำเนินการทุกอย่างกลับติดขัดในทุกๆ ด้าน จนปัจจุบันอยูในสภาพชำรุดทรุดโทรมกว่าเดิมมากแล้ว ส่วนในงานด้านวิทยุโทรทัศน์เองนั้น ปัจจุบันมีเพียงสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สีเท่านั้นที่ดำเนินการเก็บสื่อโสตทัศน์ต่างๆ อย่างจริงจัง

งาน นี้จึงยังคงขอเรียกร้องตามเดิมโดยเสนอให้มีการผลักดันหน่วยงานด้านนี้ทั้ง หมดในปัจจุบันซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐ เปลี่ยนแปลงเป็นองค์การมหาชน เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ ความคล่องตัวมากขึ้น และเร่งรัดโครงการอนุรักษ์ภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ให้สำเร็จและดำเนินการได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างเสียที

ในช่วงบ่ายได้ มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องในวงการสื่อที่มีชื่อเสียงหลายคนมาร่วมการ สัมมนา ซึ่งเมื่อได้รับรู้ปัญหาก็ต่างเห็นพ้องว่าเป็นงานที่จำเป็นต้องได้รับการ จัดการที่ดีขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยเห็นว่าข้อเรียกร้องปัจจุบันเหมาะสมแต่ได้เสนอแนวทางอื่นๆ เพิ่มเติม ดังเช่นการเร่งประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ ให้มากที่สุด แม้จะเป็นเรื่องที่ดูเป็นนามธรรมจนไม่มีใครใส่ใจเท่าที่ควร แต่เชื่อว่าปัญหานี้หากสามารถหาช่องทางให้คนในสังคมรับรู้ได้น่าจะเกิดผล ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ

คุณเองก็มีส่วนช่วยในการอนุรักษ์มรดกของชาติได้ ด้วยการลงชื่อสนับสนุนโครงการนี้ได้ที่
http://www.petitiononline.com/savefilm/petition.html

หลาก มุมมองจากการสัมมนาในครั้งนี้

โดม สุขวงศ์ หัวหน้างานอนุรักษ์ภาพยนตร์ หอภาพยนตร์แห่งชาติ – “หรือจะให้ผมออกไปเอาฟิล์มมัดโพกหัวกับระเบิดเพื่อประท้วงจะได้ออกเป็นข่าว ให้คนสนใจกันบ้าง”

กรรณิการ์ ชีวะภักดี หัวหน้าพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุกรมประชาสัมพันธ์ พิพิธภัณฑ์การกระจายเสียงแห่งประเทศไทย – “50 ปีที่ผ่านมา เราได้เก็บรายการโทรทัศน์กันไว้บ้างไหม ทั้งที่วิทยาการต่างๆ ในไทยตามงานมากระชั้นมาก”

ชลิตา เอื้อบำรุงจิต ผู้เชี่ยวชาญงานด้านหอภาพยนตร์ – “แต่ก่อนก็ไม่ได้สนับสนุนการผลักดันให้เป็นองค์การมหาชน เพราะเชื่อว่ารัฐคงเน้นเรื่องปัญหาปากท้องมากกว่า แต่พอมาเห็นการเกิดหน่วยงานต่างๆ ทางวัฒนธรรมมากมาย มันเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าประเทศเราไม่ได้จน อย่าง TK Park ก็เกิดจากการเนรมิตตามอำเภอใจของผู้บริหาร…แล้วถ้าเราไม่เก็บหนังเก่า เราจะมีหนังเก่าที่ไหนให้เด็กดู”

อดิศักดิ์ เซ็กรัตน์ หัวหน้าหอภาพยนตร์แห่งชาติ – “ในรัฐบาลชุดก่อน เกิดองค์การมหาชนหลายสิบแห่ง ถึงแม้จะผิดตามหลักพระราชบัญญัติเยอะแยะ ซึ่งมีการเอื้อประโยชน์กับใครบ้างนั้นไม่ทราบได้”

ปริญญา สัญญะเดช อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ – “ปัญหาของการอนุรักษ์ไม่ได้เพราะมันเป็นเรื่องโบราณ แต่ปัจจุบันเด็กขาดแรงบันดาลใจจากในอดีต”

ชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ นักวิชาการประจำศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร – “ถึงองค์การมหาชนจะสามารถทำงานได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ได้คล่องตัวไปทุกอย่าง อยากให้ศึกษาให้รอบคอบเพราะทุกอย่างไม่ได้มีเพียงด้านเดียว”

วิ ศิษฐ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เรื่อง ‘เปนชู้กับผี’ – “ถ้าเรารู้จักแต่ผู้กำกับระดับโลก แต่ไม่รู้จักผู้กำกับของเรา เราจะกลายเป็นคนไม่มีราก”

พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย เรื่อง ‘คืนไร้เงา’ – “ในที่นี้สื่อก็ต้องเป็นอีกแรงที่ช่วย เพราะการเรียกร้องรัฐบาล หรือเอกชนอย่างเดียว มันช่วยไม่ได้ 100 % อยู่แล้ว”

รัชชพร เหล่าวานิช คอลัมนิสต์เรื่องสื่อ จากนิตยสาร ‘สีสัน’ และผู้จัดรายการวิทยุ – “ถ้าเราใช้การตลาดให้ดีขึ้น และหาช่องทางถูกจะช่วยได้ดีกว่าหรือเปล่า ? ไม่ใช่แค่เรียกร้องจากส่วนกลางอย่างเดียว”

สุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ – “เรื่องที่ไม่ได้ต่อต้าน หรือขัดผลประโยชน์ใครยังยากขนาดนี้ หรือรัฐไทยไม่ต้องการให้ใครฉลาดขึ้นในทุกกรณี”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น