บทสัมภาษณ์ โคกิ มิตานิ นักเขียนบทชาวญี่ปุ่น จากหนัง University of Laugh

โคกิ มิตานิ หนึ่งในคนเขียนบทที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงอย่างมากในญี่ปุ่น  อีกทั้งเขายังเป็นผู้กำกับทั้งละครเวทีและภาพยนตร์  บทละครหลายเรื่องของเขาถูกนำเสนอแพร่หลายในญี่ปุ่นทั้ง  โทรทัศน์, หนัง และวิทยุ  โดยตัวมิตานิเข้าสู่วงการภาพยนตร์เต็มตัวจากผลงานกำกับและเขียนบทใน  Welcome Back, Mr.McDonald โด่งดังในญี่ปุ่นและนานาชาติ  เรามาอ่านบทสัมภาษณ์ของเขาจากหนังเรื่อง University of Laugh กันดีกว่า

เราได้ชมแล้ว คนในโรงหัวเราะกับทุกๆ มุข  คุณเสียใจหรือเปล่าที่ไม่ได้กำกับ ?
(หัวเราะ) ไม่เลยครับ บทดั้งเดิมมันเป็นละครเวที  ซึ่งหนังกับละครเวทีมันมีจุดที่แตกต่างกันชัดเจน  ผมคิดว่าบทละครมีอะไรหลายอย่างที่ยากจะทำเป็นหนัง  พอมีคนขอไปทำ  ผมเลยบอกว่าจะต้องให้มาโมรุ  โฮชิ กำกับเท่านั้นถึงจะตกลง  เพราะผมเคยร่วมงานกับเขามาก่อนและรู้ว่าเขาเป็นหนึ่งในคนที่แยกความแตกต่าง ที่ว่านั้นออก

เราทราบเหตุผลทีคุณเลือก โคจิ  ยากูโซ มาเล่นในส่วนของเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์(ก็ดาราดังนิ)  แต่ไม่กระจ่างที่คุณเลือก โกโร่ อินากาคิ
ผมอยากได้นักแสดงที่ไม่ใช่ แค่ระดับพื้นๆ  ซึ่งอินากาคินี่ใช่เลย  เขานี่คือซึบากิ  คนฉลาดที่มีชีวิตด้วยอุดมคติ  ซึ่งหาไม่ได้ในโลกทุกวันนี้แล้วล่ะ

เขาดูเป็นมืออาชีพจริงๆ  ทำตามอัตตาตัวเองเพื่อให้บทของตนได้แสดง
ความ ที่ผมเป็นคนเขียนบท  ผมเลยรู้บุคลิกลักษณะของพวกเดียวกัน  สิ่งที่คนเขียนบททุ่มเทให้กับงานของเขาซึ่งต่างจากนักประพันธ์ก็คือเขาเขียน เพื่อการแสดงผ่านละคร หรือจอผ้าใบ  เขาไม่ได้เพียงแค่เขียนเพื่อลุแก่อัตตา แต่เขียนเพื่อมวลชน  รวมไปถึงนักแสดงที่จะต้องรับบทบาทด้วย  คนเขียนบทต้องเอาใจใส่กับผู้คน  และสามารถประเมินได้ว่างานแบบไหนที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้

ไม่ใช่แค่ตัวละครของอินากาคิ  แต่ตัวเอกของคุณจากสองเรื่องที่ผ่านมา(Welcome Back, Mr. McDonald  และ Everybody ‘s House) เป็นคนเขียนบททั้งนั้น ใจคอคุณจะไม่เขียนอาชีพอื่นบ้างเลยรึ ? (หัวเราะ)
แหม ก็มันเป็นเรื่องที่ผมเข้าใจนี่นา (หัวเราะ)  อีกส่วนก็เพราะผมชอบเรื่องของคนที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสรรค์ งานน่ะ  มันเป็นสถานการณ์ที่มีความเป็นดราม่าโดยธรรมชาติดี  แถมคนเขียนบทยังเป็นผู้ทำให้เกิดดราม่ากับงานนั้นอีกด้วย

ตอนคุณเขียนบท คุณได้จินตนาการให้ตนเป็นบทบาทซึบากิหรือเปล่า  หากคุณทำได้คุณจะเป็นยังไง ?
ซึบากินี่เป็นคนในอุดมคติแหละครับ  ไม่มีเหมือนเขาได้หรอก  แต่อย่างเช่นละครโทรทัศน์ที่ต้องมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ผมต้องไปมีส่วนด้วย  ทั้งด้านตารางการถ่ายทำ  เนื้อหา หรือตัวแสดง  เช่น นาย ก. กับนาย ข. เวลาไม่ตรงกัน  ผมก็ต้องมาแก้ฉากนั้นไม่ให้ทั้งคู่ต้องเข้าฉากด้วยกัน  หรือนักแสดงบางคนความจำแย่  ผมก็ต้องมาเขียนแก้บทให้สั้นลง  ซึ่งความต้องการแบบที่ว่านี่เป็นเรื่องเกิดขึ้นประจำ  คนเขียนบทส่วนใหญ่เขาก็ไม่ชอบแต่ผมจะพยายามพลิกแพลงให้กับพวกเขาเท่าที่จะทำ ได้  ขณะเดียวกันมันก็ยังต้องเป็นบทที่ดีด้วย  เหมือนๆ กับที่ซึบากิต้องทำนั่นแหละ

หนังอิงมาจากเรื่องจริงเกี่ยวกับเซ็นเซอร์ในช่วงสงคราม  แต่มันก็เป็นหนังแฟนตาซีด้วย ?
ถือว่า ซึบากิ โชคดีที่มีกองเซ็นเซอร์อย่างซากิซากะ  ที่ทั้งเคารพความคิดคนอื่นและยืดหยุ่น  เพราะกองเซ็นเซอร์จริงๆ เป็นคนที่น่ากลัวมาก  เราจึงต้องทำให้มันไม่ใช่หนังสมจริง  ซากิซากะเป็นคนตลกแต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมรับ   ในเจ็ดวันที่ต้องขลุกกับซึบากิ  เขาแทบไม่ได้เปลี่ยนไปหากแต่ตระหนักว่าเขาชอบอะไรและเป็นคนแบบไหน  และสามารถแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับซึบากิได้ด้วย

แต่สถานการณ์ทางการเมืองในญี่ปุ่นและอเมริกาที่มีอยู่กับในหนังมันดู ร่วมสมัยมากๆ  รัฐบาลจะบังคับให้ชักธงฮิโนมารุ(ชื่อธงชาติ)  และร้องเพลง “คิมิกาโย”(ชื่อเพลงชาติ)ในพิธีการของโรงเรียน  เราไม่ได้อยู่ในช่วงปี 1940 แล้ว แต่ทำไมถึงมีกระแสไปในทิศทางนั้นได้นะ ?
University of  Laugh แต่ก่อนเป็นบทละครวิทยุ  จากนั้นก็กลายเป็นละครเวที  โดยทั้งสองครั้งผมเคยบอกว่ามันมีความร่วมสมัย  นึกย้อนกลับไปก็ยังประหลาดใจว่ามันยังร่วมสมัยอยู่ได้ยังไง  แต่เดี๋ยวนี้ผมก็พอจะเข้าใจแล้วล่ะ ก็ได้แต่รอล่ะครับว่าจะถึงวันที่มีไม่มีใครบอกว่าหนังมันมีความร่วมสมัย

นี่ถือเป็นหนังที่มีเนื้อหาสาระสะท้อนความเป็นญี่ปุ่นมากที่สุดของ คุณ  คุณต้องการจะถามหารากเหง้าทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์หรือเปล่า?
ก็ แค่เป็นหนังที่เกิดขึ้นในเวลาและสถานที่นั้นๆ  ส่วนสถานการณ์ที่คนสองคนต้องมาปะทะกันนั้นก็ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าต้องเป็น ญี่ปุ่นที่เดียวนี่ครับ

ช่วงที่ผมเขียนเป็นละครวิทยุเสร็จ  ผมเพิ่งเคยดูหนังของวู้ดดี้  อัลเลนเรื่อง “Bullet Over Broadway” ในเรื่องนั้นคนเขียนบทต้องอาศัยเงินจากนักเลง แล้วเขาก็เลยต้องแก้บทไปตามความพอใจของพวกนักเลง  ก็แปลกดีที่อัลเลนกับผมมีไอเดียเหมือนกัน  ไม่ได้เกี่ยวกับชาตินิยมอะไรหรอกครับ  ตลกก็คือตลก

หนึ่งความคิดบน “บทสัมภาษณ์ โคกิ มิตานิ นักเขียนบทชาวญี่ปุ่น จากหนัง University of Laugh

  1. The core of your writing whilst appearing agreeable at first, did not work well with me after some time. Somewhere within the paragraphs you were able to make me a believer but just for a very short while. I still have got a problem with your jumps in logic and one might do nicely to fill in those gaps. In the event that you actually can accomplish that, I will definitely be impressed.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น