บทสัมภาษณ์ อภิชาตพงษ์ วีระเศรษฐกุล (ปี 2005)

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2005 โจนาธาน มาร์โลว นักทำหนัง และนักเขียนของ Green Cine แห่งอังกฤษ ได้สัมภาษณ์คุณเจ้ย หรือ อภิชาตพงศ์ วีระเศรษฐกุล นักทำหนังอีกคนที่สร้างชื่อให้ประเทศไทย(แต่งานของเขาไม่ค่อย จะได้รับการตอบรับในประเทศเรานัก) ลงหนังสือพิมพ์ The Guardian ของประเทศอังกฤษ ในโอกาสที่เมืองผู้ดีแห่งนี้จะจัดงานฉายหนังของเขากัน เรามีบทสัมภาษณ์มาให้ได้อ่านกันครับ

แนวทางแบบ อภิชาตพงษ์

ผลงานส่วนใหญ่ของคุณผสมผสานระหว่างสารคดีกับเรื่องแต่งเข้าด้วยกัน  คุณสนใจในการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง?
ผมไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ เลย  มันเกิดขึ้นของมันเองเพราะชอบที่จะเฝ้ามองในสิ่งที่เกิดขึ้น  เช่น  ชอบที่มองผู้คนเดินผ่านไปมา  กินข้าว  เหมือนเหตุผลที่ผมชอบงานของ แอนดี้  วอร์ฮอล(ศิลปินป๊อปอาร์ทที่โด่งดังทศวรรษ 70’s) มันเหมือนการเฝ้ามอง  สำรวจว่าจะเกิดอะไรขึ้น และผู้ชมก็สร้างจินตนาการด้วยตัวเองได้  คล้ายๆ แบบนั้นมากกว่าที่จะวางแผนสร้างทฤษฎีหรืออะไรก็ตาม  แค่ผมเกิดความสนใจในการสำรวจชีวิต

คุณมีโอกาสชมหนังของวอร์ฮอลเมื่อไหร่ ?
จริงๆแล้วผมไม่เคยชม หรอกครับ แค่อ่านจากหนังสือและตอนที่อยู่อเมริกา ผมมีข้อมูลหนังและประวัติของเขามากพอ  คิดว่าดีกว่านะที่ผมสามารถมองหนังของเขาจากแง่มุมและความคิดของตนเอง

ถ้าข้อมูลไม่ผิดคุณจบด้านฟิล์มจาก Art Institute of Chicago โดยเรียนในปี 94-97  คุณตัดสินใจเรียนต่อที่ชิคาโกนี้ได้ยังไง?
ช่วง ที่อยู่เมืองไทย  ไม่มีโรงเรียนด้านหนังที่ผมสนใจ และตัวเองก็ยังไม่รู้นักหรอกว่าต้องการแบบไหน  แล้วชิคาโกเป็นที่สุดท้ายที่ถึงช่วงปลายของกำหนดการับสมัครพอดี  คิดว่าผมโชคดีที่เรียนที่นี่  อย่างที่บอกไปว่าไม่รู้ว่าต้องการแบบไหนหรอก  โรงเรียนหนังที่ไหนในสหรัฐฯก็คงจะดี  แล้วที่ชิคาโกผมก็ได้พบหนังทดลองต่างๆ และทำให้คิดว่าได้ว่า “นี่แหละที่ผมปรารถนา แต่ไม่สามารถอธิบายมันออกมาได้”

คุณเรียนจบด้านสถาปัตย์มาก่อนเหรอ?
ใช่ครับ เพราะผมเคยมีพื้นเพและอาศัยที่ขอนแก่น และสาขานี้เพิ่งเริ่มเปิด  ผมรู้ว่าผมต้องการสร้างหนัง แต่ไม่มีโรงเรียนด้านนี้  และรู้สึกว่าสถาปัตย์ตอนนั้นก็น่าสนใจสำหรับผมมาก  และมันยังใช้ประโยชน์จนถึงทุกวันนี้

วิชาด้านสถาปัตย์ช่วยในการสร้างหนังของคุณได้เหรอ?
แน่นอนครับ จนถึงทุกวันนี้  ผมพบสิ่งที่คล้ายกันมากในศาสตร์แขนงนี้และโครงสร้างในหนังทดลองของอเมริกา  แม้แต่เดี๋ยวนี้เมื่อผมคิดจะทำหนังมันก็ช่วยได้ในส่วนโครงสร้าง  มองที่ภาพรวมเหมือนงานก่อสร้างอาคาร และในส่วนกายภาพ  ในเรื่องพื้นที่โดยเฉพาะกับหนังแล้ว…จะว่าอย่างไรดีมันเหมือนตอนที่คนดู เดินผ่านอาคาร  คุณจะให้อะไรกับพวกเขาล่ะ  มุมตรงน้น  ขนาดความใหญ่ของพื้นที่  มันเอามาประยุกต์ได้โดยตรงเลยเมื่อต้องสร้างหนัง

ตอนที่กลับเมืองไทย  คุณได้มีส่วนในงาน Bankok International Art Film Festival ครั้งแรกซึ่งต่อมาภายหลังคืองาน Bangkok Experimental Film Festival  ผลที่สุดคุณได้สนับสนุนคนทำหนังรุ่นใหม่ที่สนใจหนังแนวทดลองด้วยกันใช่มั้ย
ผลตอบรับที่ได้ค่อนข้างดีแม้จะไม่มีคนมากนัก  เราได้คนที่เก่ง  ผู้ชมที่ดี  หนึ่งในคนเหล่านี้จะกลายเป็นคนทำหนัง  และพวกเขาจะยังอยู่ในกิจกรรมด้านนี้  ก่อนที่จะทำเทศกาลหนังนั้นยังไม่เคยมีการจัดงานแบบนี้ในไทย  หลังจากนั้นจึงมีงานเทศกาลอื่นตามมา  บางทีผมคิดว่าคนที่จัดก็กำลังคิดเหมือนกันแต่ยังไม่ได้เริ่มทำ  หรือเมื่อเราทำมันเราทำให้พวกเขามั่นใจที่จะทำเหมือนกัน

แต่ก่อนที่คุณทำงานด้าน Video Installation(งานศิลปะวิดีโอแนวติดตั้งจัดวาง) คุณบอกว่าต่างจากที่คุณทำหนังหรือ ?
ก็ต่างบ้างเหมือนบ้างครับ  สิ่งที่คล้ายคือเนื้อหาและแนวคิดหลักนั้นเหมือนกัน แต่ในงานวิดีโอนั้นให้อิสระกับผมากกว่า  แสดงความรู้สึกได้มากและยังกลายเป็นว่าช่วยร่างแบบให้กับหนังของผม  เป็นนามธรรมและทดลองได้กับสิ่งต่างๆ, วิดีโอ และไม่ต้องใช้คนมากมายอะไรแค่ผมกับกล้อง  เป็นงานส่วนตัวมาก และถือเป็นวิธีที่ดีทีเดียวสำหรับการสำรวจและเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกแท้ๆ สำหรับหนังสักเรื่อง

ผลงานหนังสั้นเรื่องแรกของอภิชาตพงษ์ความยาว 30 นาที   Like the Relentless Fury of The Pounding  ซึ่งมีส่วนคล้ายกับหนังขนาดยาวเรื่องแรกอย่าง “ดอกฟ้าในมือมาร” หนังเล่าเรื่องโดยให้เสียงจากวิทยุเป็นตัวสร้างให้โลกแห่งความจริง หลอมรวมกับโลกที่เป็นเรื่องแต่งในวิทยุ

คุณบอกว่าหนังสั้นเรื่องแรกเป็นจุดเริ่มการกำกับหนังครั้งแรกของคุณ ใช่ไหม แต่มันก็ดูต่างจากหนังเรื่องแรก  เมื่อเทียบ Like the Rentless Fury of the Pounding Waves คุณสำรวจในเรื่องเวลาและที่ว่างซึ่งคล้ายกับเรื่อง Mysterious Object at Noon(ดอกฟ้าในมือมาร) แต่มันก็แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจนเหมือนกัน
ครับ  แต่กับผมทั้งสองเรื่องนั้นมีสิ่งที่เหมือนกัน  คือผมลองที่จะสร้างความรู้สึกด้วยกล้องและวิธีจะสำรวจเหตุการณ์ในชีวิตได้ อย่างไร  หนังสั้น(Rentless) เหมือนกับที่คิดเอาไว้น้อยมาก  แต่ได้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทันที ซึ่งเหมือนกับวิธีการทำงานใน Mysterious  ซึ่งก็ยังคงใช้วิธีการทำงานแบบนี้จนถึงปัจจุบัน

คล้ายว่าการสร้างงานของคุณเน้นการท้าทาย  เหมือนกับในอเมริกาจากวิธีที่มันจะเป็นสารคดีก็ไม่เชิง  คล้ายกับการท้าทายในงานศิลปะของ  Marcel Duchamp และ Joseph Cornaell ขณะเดียวกันคุณก็ได้สร้างกระแสใหม่ๆ ให้กับภาพยนตร์ไทยคล้ายกับที่เกิดขึ้นทั่วโลกในยุค 60s  คุณพบเห็นอิทธิพลหรือแรงบันดาลใจที่เกิดจากงานของคุณในหนังของคนไทยคนอื่น หรือยัง ?
ก็พบเห็นครับ  หมายถึงอิทธิพลของผมด้วยใช่มั้ย

เพราะว่าไม่มีหนังอินดี้ในประเทศไทยก่อนหน้าหนังของคุณ  แต่ตอนนี้คุณเห้นว่าผู้คนเริ่มรู้พบความเป็นไปได้ที่หนังของพวกเขาสามารถฉาย และลงมือทำมันได้ตัวเองได้เหมือนกันหรือเปล่า  ?
ครับ เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครจะทำหนังได้ เพราะมีกล้องวิดีโอสำหรับพวกเขา ก่อนนั้นมันมีข้อจำกัดมากด้านอุปกรณ์ แต่เดี๋ยวนี้เด็กวัยรุ่นหลายคนกำลังทำหนัง  เมื่อ  5-6 ปีก่อนคนส่วนใหญ่ยังทำหนังที่เน้นสไตล์ส่วนตัวที่ละเลยด้านสังคม  แต่ตอนนี้มีคนมากมายคุยกันเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น  ซึ่งดีกว่าเพราะสะท้อนถึงสังคมที่เราอยู่  โดยส่วนตัวถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่มีงานแบบนี้มากขึ้น  และค่ายหนังในไทยเองก็เริ่มติดต่อจ้างผู้กำกับใหม่ๆ ให้มาทำหนังวิดีโอ และไปสร้างหนัง หรือหนังทุนต่ำ  ผมว่าวิธีการสร้างหนังแบบผมทำให้เกิดจุดแข็งแบบนั้นได้

มันคงไม่เจ็บปวดนักถ้าหนังของคุณได้รับการตอบรับที่ดี   ตัวหนังได้รับการยอมรับและความชื่นชมอย่างดีทั่วโลก  ความสัมพันธ์ของคุณกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์มันแย่ตั้งแต่เริ่มทำเรื่อง “ดอกฟ้าในมือมาร”แล้วใช่มั้ย ?
ใช่ครับ

ผลงานขนาดยาวเรื่องแรกความยาว 83 นาที “ดอกฟ้าในมือมาร” หรือ Mysterious Object at Noon  ที่ทดลองการนำเรื่องเล่า กับเรื่องแต่งผสมผสานเข้าด้วยกัน  เล่าเรื่องที่เกิดจากการต่อกันตามคำบอกเล่าเรื่อง “ครูดอกฟ้า” ของแต่ละคนที่ต่างความคิดกันไป  โดยไม่มีนักแสดงอาชีพ  ถือเป็นหมุดแรกๆ ของกระแสงานสร้างหนังอินดี้ในเมืองไทย

อะไรเป็นจุดเริ่มต้นในแนวคิดของหนังเรื่องแรกของคุณที่ทำให้เกิด เทคนิคการเล่าเรื่องที่มาจากการอ้างถึงบุคคลคนหนึ่ง  เกิดในช่วงถ่ายทำหรือเปล่า ?
มันเป็นแนวคิดหลักตั้งแต่เราเริ่มทำ หนังกันเลย  และมีอยู่ในหนังทั้งเรื่องครับ
การเดินทางเพื่อสร้างงานชิ้นนี้มันทำให้เป็นไปตามแผนที่ว่านั้น ได้อย่างไร  หรือมันเกิดขึ้นอย่างอิสระขณะที่คุณตระเวนเดินทาง
ที่ เราแค่รู้ว่าเราจะตระเวณจากเหนือไปใต้  แต่ตามความจริงเลยเราเพิ่งจะมีแผนเมื่อเราไปในแต่ละเมือง แต่ละจังหวัด  ในภาคเหนือเราเริ่มจากที่ภูมิประเทศ   เช่น  เห็นชาวนาแล้วเราก็เริ่มถ่ายทำ  จากนั้นก็ เอ้า  เริ่มทำให้เป็นรูปเป็นร่างกันเลย

มีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นมั้ยตอนที่ทำงานชิ้นนี้  หรือมีอะไรแปลกๆ หรือเปล่าตอนที่ถ่ายทำ ?
มีครับ  เกี่ยวกับคนที่มาเล่าเรื่องเพราะเราเปิดโอกาสให้เขาเล่า  เช่น  เด็กๆ นั้นมีจินตนาการและเปิดกว้างมาก  ผมว่าทราบทีหลังว่ามันเป็นอิทธิพลจากวิถีชีวิตนั่นเอง  พวกเขาเป็นเด็กนักเรียนจึงมีอิทธิพลจากหนังสือการ์ตูน,โทรทัศน์มาก  พวกเขาแค่อยากสนุกและนึกถึงภาพต่างๆ  เราไม่ได้นึกถึงเรื่องประเด็นสังคม หรือทำมันให้เป็นสารคดีกึ่งเรื่องแต่งเลย  ชีวิตผู้คนที่เกี่ยวข้องกับสังคมมันส่งในหนัง  และทำให้เรื่องราวน่าสนใจขึ้นเอง

คุณมีทีมงานในเรื่อง Mysterious Object at Noon กี่คน?
ประมาณ 10 คนได้

แล้วนั่นใช้เวลาถ่ายทำกี่สัปดาห์ ?
เราเดินทางไปหลายที่มากจน ผมเองก็บอกไม่ได้  บางทีคงประมาณ 20-30 คนที่ได้ถ่ายไป  หรือแค่ 10 คนขึ้นอยู่กับงบและแต่ละเขตพื้นที่  ผมไม่ได้มีอาสาสมัครทุกครั้ง  การเดินทางไปภาคเหนือเคยมี  20 คน  พอหยุดถ่ายในกรุงเทพฯ ก็เปลี่ยนทีมงาน  เป็นลักษณะอย่างนั้น

รางวัลที่ สร้างความมั่นใจ

คุณนำกลับมาตัดต่อหนังเรื่องแรกนานเท่าไหร่  ? คิดว่านานนะผมนึกภาพคุณกับกองฟิล์มจำนวนมหาศาลเลย
ครับนานมาก ประมาณ 3 เดือนได้มั้ง ไม่แน่ใจแต่ถือว่านานเอามากๆ  เราเริ่มนั่งในห้องตัดต่อและก็สับเปลี่ยนกันไปมา  บางทีเราก็ตัดออกทั้งเรื่อง  ผมตัดกับ ม.ล.มิ่งมงคล แต่แล้วช่วงหนึ่งเธอก็เลิกไป  แต่มันก็ยังดีเพราะเราได้รับการสนับสนุนจากบริษัทตัดต่อแห่งหนึ่งใน กรุงเทพฯ  ซึ่งผมก็ใช้เวลาตลอดทั้งเดือนทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว

I-San Special  หรือ คืนวันพระจันทร์เต็มดวง ผลงานเรื่องแรกของ ม.ล.มิ่งมงคล โสณกุล ที่เขามีส่วนร่วมกับเรื่อง  หนังเป็นการผสมผสานเรื่องแบบสมจริงในรถบัสคันหนึ่ง กับเรื่องแต่งจากละครวิทยุ

คุณร่วมงานกับ ม.ล.มิ่งมงคลได้ยังไง ?
น่าจะเป็นตอนเรื่อง “ดอกฟ้าในมือมาร” ผมอยากได้สำนักงาน  ทีมบันทึกเสียงเลยแนะนำให้รู้จักเธอซึ่งเพิ่งจะเปิดบริษัทหนัง  ผมเลยขอร้องเธอให้มาช่วยงานด้วยครับ

แล้วคุณไปร่วมในงานเบื้องหลังของ I-San Special หนังเรื่องแรกของเธอได้ยังไง ?
คิดว่าผมแค่ชอบขับรถ, อยู่ในรถ  เคลื่อนไปและมีอะไรผ่านสายตา  และมีอะไรน้ำเน่าๆ ปนอยู่ด้วย  ก็คิดแค่รวมเอาสองอย่างนี้ไว้ด้วยกัน  ความจริงผมอยากจะทำหนังเรื่องนี้  แต่เธอขอทำไปเสียก่อน

แล้วคิดว่าคุณอยากจะทำหนังเรื่องนี้อีกแบบหรือเปล่า ?
ใช่ครับ อยากทำ

คุณมีสมุดจดบันทึกไอเดียมากมายระหว่างทำงานหรือเปล่า ?  คุณเริ่มสร้างงานชิ้นใหม่ๆ ได้ยังไง ?  อย่าง I-san Special  ที่เธอนำเรื่องไป  คุณได้เขียนบทหรือแค่ทรีทเม้นต์สำหรับเรื่องต่างๆ เหล่านั้นมั้ย?
มีหลายแนวทางเพราะผมเคยไปบริษัทสร้างภาพยนตร์ซึ่ง เขียนบทแบบ Soap Opera  แล้วผมก็ขอบทพวกนั้นมาลอกมันโดยตรงจากนักเขียนเลย

คุณทำอย่างนั้นเลยหรือ ?
ใช่ครับ  ผมไม่ได้เขียนหรอก  แล้วนำมาดัดแปลงใหม่บนรถที่กำลังแล่นอยู่  และดัดแปลงบางบทสนทนา และการกระทำบางช่วงให้แสดงบนรถโดยสาร  พอ ม.ล.มิ่งมงคลเริ่มถ่ายทำ  เธอก็มีบทสนทนาเตรียมไว้พร้อมอยู่แล้ว  โดยเธอได้เพิ่มรายละเอียดใหม่ๆ ไปเช่น  ตัวละครหลักที่กำหนดให้เขาเป็นหนึ่งในผู้ร้าย  จากไอเดียแรกของผมมันจะพุ่งไปข้างหน้าและเกิดเหตุการณ์ในรถโดยไม่มีการหยุด เลย  และไม่มีผีอย่างในเรื่องนั้น

ใช่ๆ ถือว่าแปลกที่มันมีผี
มันมีอะไรแบบนี้บนรถประจำทางเสมอ ครับ  แต่แรกเริ่มเลยรถจะหยุดที่หมู่บ้านและทุกคนจะเดินออกไปที่หมู่บ้านพวกเขา  เราจะตามไปประมาณ 10 นาที  ติดตามชีวิตความเป็นอยู่  แต่อย่างไรไม่ทราบชีวิตพวกเขามันดูเมโลดราม่ามากครับ

สุดเสน่หา เจ้าของรางวัลจากสาย Uncertain Regard ในคานส์ปี 2002  หนังดำเนินเรื่องอย่างเชื่องช้า ราบเีรียบ และแหวกขนบของหนังทั่วไปหลายอย่าง เช่น การเปิดเครดิตช่วงเกือบกลางเรื่อง, การนำภาพวาดมาประกอบ, ฉากร่วมเพศที่ค่อนข้างดิบ  จนถูกฉายแบบจำกัดโรงในไทย และถูกตัดใหม่แม้ในตอนวางจำหน่ายเป็นดีวีดี

สุดเสน่หา

เฮ้  ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเลย  ที่คุณทำในช่วงกลางเรื่องของ “สุดเสน่หา” วิธีการในหนังกับทุกอย่างที่คุณทำมันเท่และดูดีชะมัด  คุณยังเล่นกับโครงสร้างของหนังอีก  ผมทึ่งเลยเมื่อเห็นการเปิดเครดิตตอนที่หนังผ่านไปได้ 1 ใน  3 ของเรื่อง  คุณผิดหวังมั้ย หรือไม่ประหลาดใจเมื่อหนังถูกตัดในประเทศไทย(และฉายแบบจำกัดโรง) ?
ผม รู้สึกผิดหวังที่ทั้งหนังถูกตัดก่อน  และถึงมันจะไม่ถูกตัด ดีวีดีและวีซีดีก็ถูกตัด  ฉบับที่พวกเขาเผยแพร่นั้นผมไม่คิดว่าเป็นหนังของผมเลย  สีก็ผิด และยังถูกตัดต่อใหม่  ในแง่ดีผมอาจจะดีใจที่มันถูกตัด  แต่มองอีกแง่มันแย่มาก  การตัดเพราะมีฉากเกี่ยวกับเรื่องเพศ  แถมมันยังถูกตัดใหม่อีก

คุณนึกถึงการทำตามข้อจำกัดเหล่านั้นหรือเปล่าเมื่อตอนที่ถ่ายฉากเหล่า นี้   แม้มันจะสำคัญกับเรื่องราวทั้งหมด ?
เราแค่คิดว่าเราทำหนังที่ เราอยากทำ และเพราะการทำหนังมันเป็นเรื่องน่าเบื่อหากต้องทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ  ผมต้องหาทางจุดร่วมที่ไม่ให้ออกมามากเกินไปและต้องมีผลที่แตกต่างด้วย  เช่น  การเปิดเครดิตซึ่งมักจะมาในเริ่มเรื่อง  แต่เมื่อเราดูซ้ำอีกทีมันเกิดความรู้สึกว่าควรจะนำมาใส่ไว้ในช่วงกลางๆ  แนวคิดนี้ไม่ได้อยู่ในแผนแต่ต้น  นี่แหละเมื่อไหร่ที่เราทำหนัง  เราจะเปิดรับความเป็นไปได้เสมอตราบเท่าที่มันให้ผลดีกับเรา  เราแค่ทำตามที่คิด  ผมโชคดีที่มีโปรดิวเซอร์ในหนังทุกเรื่องเปิดกว้างและปล่อยให้ทำอย่างที่ต้อง การ  และเขาก็อยากให้เป็นอย่างนั้นด้วย

เมื่อผมอ่านเรื่องเกี่ยวกับหนังครั้งแรกนั้น  ผมเข้าใจเอาว่าช่วงขึ้นเครดิตนั้นอยู่ในที่ซึ่งไม่ได้ระบุไว้  ทำเอาผมนึกไปถึงประสบการณ์แรงๆ แบบหนัง ฌอง ลุค โกดารด์  ในแนวคิดเรื่องการนำตัวหนังสือมาใช้กับภาพ  แต่เมื่อดูในหนังก็พบว่าเครดิตที่ขึ้นมานั้น  มันเหมาะอย่างยิ่งต่อการเริ่มทิศทางของเรื่องจากจุดนั้น  และเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติมากๆ

หัวใจทรนง หรือ The Adventure of Iron Pussy ผลงานชิ้นที่ 3 ที่กำกับร่วมกับ ไมเคิล เชาวนาศัย จากตัวละครที่โดดเด่นในหนังสั้นของไมเคิล  กลายเป็นงานตลกล้อเลียนหนังไทยยุคเก่า กับปฏิบัติของวีรสตรีชื่อหวาดเสียว  ซึ่งฉายจำกัดโรงในไทยเช่นกัน โดยได้เสียงตอบรับก้ำกึ่ง

หนังเรื่องที่สามที่คุณได้กำกับร่วมกับ ไมเคิล  เชาวนาศัยใน “ไอออน พุซซี่ (หัวใจทรนง)” น่าเสียดายผมยังไม่ได้ดูเรื่องนี้เลย  ไมเคิลจบจากสถาบันศิลปะที่ซานฟรานซิสโก  และมีส่วนในการสร้างหนังเรื่องนี้แต่แรก  ม.ล.มิ่งมงคลก็เรียนที่นี่  อะไรที่ดึงดูดให้พวกเขาทั้งคู่มาเรียนที่นี่  โอกาสที่พวกเขาได้รับหรือ ?
ก็ คงอย่างนั้นครับ  ผมไม่รู้นะ  ผมก็เกือบเลือกที่นี่เหมือนกันในครั้งแรก

แต่มันเลยกำหนดไปเสียก่อนเหรอ ?
เกี่ยวกับเงินทุนที่ไม่เอื้อ ให้ไปเรียนครับ  ผมเคยไปเมื่อปีที่แล้วและรู้สึกต่างจากเมืองอื่นในสหรัฐฯ  มีความเป็นเสรีและมองออกว่าทำไมสองคนนั้นถึงต่างจากคนอื่น  แต่ไม่เคิลไปที่ชิคาโกในตอนหลัง  ซึ่งทำให้ผมได้รู้จักกับเขา

ได้ยินว่าคุณกับไมเคิลจะร่วมงานกับอีกในภาคต่อของ ไอออน พุซซี่  หรือในงานอื่นอีก ?
เราก็หวังว่าอย่างนั้นครับ  ก็คิดจะสร้างไออน พุซซี่ เป็นอนิเมชั่นแบบญี่ปุ่น สไตล์แบบเก่าๆ แต่เรายังหาเงินทุนอยู่

คุณได้มองหาแหล่งเงินทุนในญี่ปุ่น หรือที่ไหนบ้างมั้ย ?
เราหา ในญี่ปุ่น และหาจากค่ายหนังไปด้วย  พร้อมๆ กับที่ทำอะไรหลายอย่างๆ ไปด้วย
แล้วยังได้จัดแสดงงานติดตั้งจัดวางที่ไหนอีกมั้ย  ตอนที่ยุ่งขณะนี้ ?
ผมพยายามจะเน้นไปที่หนังแต่มันคงยาก  เพราะมีงานอื่นๆ ที่รายได้ดีกว่าทำหนังอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น Video Installations ด้วย

แนวทางอย่างคุณ, ไมเคิล(เชาวนาศัย  ศิลปินและนักแสดงในหนังเรื่อง “หัวใจทรนง”) และ ม.ล.มิ่งมงคลทำอยู่นั้นแตกต่างจากทางของผู้กำกับที่ผ่านงานโฆษณาอย่าง วิศิษฐ์  ศาสน์เที่ยง  และเป็นเอก รัตนเรือง  มีอะไรมั้ยที่เหมือนกันระหว่างงานที่เขาทำ  กับที่คุณทำอยู่ ?
ผมว่า มันเป็นเรื่องน่าทึ่งนะ  วิศิษฐ์ และเป็นเอกนั้นมีบุคลิกชัดเจนที่ไม่ใช่ลักษณะด้านพาณิชย์  ก็มีทางเป็นไปได้ที่ จะได้ร่วมงานกันบางโอกาส

สัตว์ประหลาด(Tropical Malady) เจ้าของรางวัล Jury Prize จากคานส์ปี 2004  หนังที่ได้เสียงวิจารณ์แตกต่างกันสุดขั้วในงาน  และกลายเป็นหนังที่ได้รับการโหวตเป็นอันดับ 1 ในปีที่ผ่านมาจากนิตยสาร Cahier de Cinema

หลังจาก “สัตว์ประหลาด” ทำให้คุณได้รับรางวัลพิเศษจากคณะกรรมการที่คานส์  ถือเป็นการรับรองหนังของคุณได้ทันที  ยากนะที่จะมีใครได้รับการกล่าวถึงจากการทำหนังเพียง  4 เรื่อง  คุณรู้สึกยังไงบ้าง ?
ก็รู้สึกเป็นหนังในการประกวดแค่นั้นพอแล้ว  ขณะที่ได้รับรางวัลก็รู้สึกดีแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายแค่ “โอเค ได้ประกวดแล้วผมดีใจ” ทั้งที่มันอาจจะได้เร็วเกินไปด้วยซ้ำ  ไม่รู้สินะ  แต่ตอนนี้ก็มีความเชื่อมั่นในการทำหนังและโดยส่วนตัว  คิดว่ารางวัลมีส่วนช่วยให้เกิดความรู้สึกนั้น

อย่างนั้นก็ดีสิ
ตอนนี้ผมไม่คิดว่าต้องการทำหนังสำหรับเทศกาล ซึ่งก็มีส่วนของกระบวนการด้านการตลาดด้วย  ซึ่งผมไม่แน่ใจ  ขอบอกว่าผลของความกดดันและความคาดหวังจากโปรดิวเซอร์ของหนังในคานส์และหนัง ในเทศกาล  ผมคิดว่าสิ่งเหล่านั้นมันผ่านและจบไปแล้ว  ตอนนี้เราแค่ทำหนังโดยไม่ต้องคิดว่า “นี่แหละหนังสำหรับเทศกาล” มันมีอิสระมากขึ้น

เขากำลังจะฉายหนังเรื่องนี้ในอเมริกาและดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของ คุณกับ มาร์คัส ฮู ที่นั่นเป็นไปได้ด้วยดี  หนังของคุณอาจได้ฉายให้คนดูในวงกว้างขึ้น  คุณคิดว่าเขาจะยังนำ “สุดเสน่หา” มาลงวิดีโอไหม หรือยังไม่เสร็จดี ?
เหลือแค่ผมจะส่งดีวีดีให้เขาจาก ที่กรุงเทพฯ แต่ยังต้องคอยด้วยว่าทางบริษัททราบเรื่องก่อน ผมจึงจะส่งให้มาร์คัสได้  ก็ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ดีครับ

ตอนนี้คุณมีโครงการอื่นที่เริ่มทำบ้างแล้วหรือยัง?
ผมถ่ายทำ งานวิดีโอขนาดสั้นให้เกาหลี  ความยาว 40 นาทีชื่อว่า Worldly Desires  เกี่ยวกับป่าในอนาคต  เป็นเรื่องที่เหล่าต้นไม้ในป่านึกถึงมนุษย์ที่มาถ่ายมิวสิควิดีโอ  เป็นอย่างนั้นทุกวันและทุกคืน  มันเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านั้น  เป็นหนังทดลองที่จะถ่ายทำเดือนนี้ และผมก็มีแผนที่จะทำหนังเรื่องต่อไปที่ยังไม่ตั้งชื่อ  เกี่ยวกับพ่อแม่ของผม  เรื่องราวของพวกท่านก่อนที่จะจากไป

คุณจะถ่ายทำที่ขอนแก่นใช้มั้ย?
ครับแต่ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะเราต้องการเมืองเล็กๆ แต่ขอนแก่นตอนนี้เจริญไปมากแล้ว

แล้วคุณจะหาเมืองนี้ได้ที่ไหนล่ะ?
ในหนัง ผมคิดไว้ว่าจะนำเรื่องหมอดูที่มองเห็นอดีตชีวิตพ่อแม่ แล้วนำเรื่องราวในอดีตเหล่านั้นของท่านรวมเข้ากับภาพจริงๆ

บทสัมภาษณ์ยังทิ้งท้ายว่าหนังเรื่องใหม่เขาจะเริ่มถ่ายทำหนังเรื่อง ดังกล่าวในเดือนกันยายน – ตุลาคมปีนี้

หนึ่งความคิดบน “บทสัมภาษณ์ อภิชาตพงษ์ วีระเศรษฐกุล (ปี 2005)

  1. Pingback: ลุงบุญมีระลึกชาติ | Flick People

  2. I am really enjoying the theme/design of your weblog. Do you ever run into any web browser compatibility problems? A couple of my blog audience have complained about my site not operating correctly in Explorer but looks great in Opera. Do you have any advice to help fix this problem?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น