หลังจาก อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล กลายเป็นผู้กำกับไทยคนแรกที่คว้ารางวัลปาล์มทองจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ จากเรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” นิตยสาร Cinema  Scope ได้ทำการคุยเจาะลึกถึงประเด็นต่างๆ ในหนังเรื่องนี้ ดังนั้นบทสัมภาษณนี้จึงเหมาะสำหรับคนที่เคยชมหนังเรื่องนี้ครับ เพราะจะมีการเปิดเผยเนื้อหาหลายๆ ส่วน  การตีความของผู้ถาม และเกร็ดบางอย่างจากการถ่ายทำภาพยนตร์ซึ่งจะทำให้เสียอรรถรสในการชมหนังไป

ขอเริ่มจากการที่หนังเรื่องนี้เป็นส่วนที่เชื่อมโยงกับงานแสดงศิลปะโครงการ Primitive(ดึกดำบรรพ์) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการเผยเน้นการเปิดเผยมุมมองทางการเมืองของคุณ แม้ว่าใน “ลุงบุญมี”ผมอยากจะถกเรื่องการเมืองที่ปรากฎเป็นฉากหลัง ทั้งการที่คอมมิวนิสต์มักต้องอยู่ในป่า แต่ขอคุยกันในระดับเบื้องต้นกับวิธีการที่คุณจัดการหลบมันให้เข้ากับแก่นเรื่องซึ่งว่าด้วยการระลึกชาติ และความตาย ทำไมจึงทำหนังในรูปแบบนี้ครับ
ผมไม่เคยทำหนังเกี่ยวกับภาคอีสานมาก่อน และโครงการ Primitive ล้วนเกี่ยวโยงกับความทรงจำและการระลึกถึงภูมิลำเนาที่ผมเติบโต และหนังที่ผมจำได้ นั่นยังรวมถึงทัศนคติทางการเมือง Primitive คือความทรงจำจำนวนมากของภูมิภาคนี้ หมู่บ้านนาบัวที่ซึ่งผมถ่ายหนังสำหรับศิลปะติดตั้งจัดวาง(Installation)ยังเป็นพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำมากมาย ผมเดินทางไปยังหลายเมืองในภาคอีสาน ก่อนจะสิ้นสุดที่หมู่บ้านนี้ และเป็นที่ซึ่งถ่ายทำหนังเรื่องลุงบุญมี โดยในหนังผมอยากจะถ่ายทอดแต่ละมุมของภูมิภาคเพื่อให้เห็นภาพได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์

ความคิดในการทำหนังเริ่มจากหนังสือเล่มเล็กๆ ที่ได้จากพระที่ จ.ขอนแก่นบ้านเกิดผม(หนังสือ “คนระลึกชาติ”) เกี่ยวกับบุญมีผู้ระลึกอดีตชาติได้ เขาเสียชีวิตไปแล้ว และผมไม่เคยมีโอกาสพบกับเขา ผมได้รับหนังสือเล่มนี้ก่อนจะทำ “สัตว์ประหลาด” และอยากทำหนังจากหนังสือเล่มนี้มาตลอดโดยยังไม่รู้ว่าจะทำออกมายังไง ผมอยากจะผสมเรื่องส่วนตัวกับเรื่องอะไรก็ตามที่ผมจะทำ แล้วท้ายที่สุดหนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องของผมด้วยเช่นกัน โดยอ้างอิงเรื่องราวชีวิตของตนเข้าไปในการดัดแปลงบท จนต้องเรียกว่าเป็น “การได้แรงบันดาลใจจากหนังสือ” แทน

ตัวละครอย่างบุญมีนั้นบ่งชัดว่ามาจากพ่อของคุณ ซึ่งเสียชีวิตจากอาการไตวาย และต้องทำการฟอกไต คุณย้ำชัดในฉากที่โต๊ะอาหาร และห้องนอน เป็นการจำลองสภาพแวดล้อมของพ่อคุณในช่วงวาระสุดท้าย เหนือจากนี้มีอะไรบ่งชี้ว่าบุญมีคือคุณ
มันแทบจะเป็นความทรงจำช่วงชีวิตที่ผมเติบโต วัยเด็กที่ไม่ได้เกี่ยวกับเขตภาค แต่มันเกี่ยวกับบ้านในความรู้สึกแบบทั่วไป ทั้งจากละครทีวียุค 70s ซึ่งถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. การ์ตูนเล่มละบาทซึ่งสร้างมุมมองที่แตกต่าง มุมมองเรื่องผีซึ่งยังอยู่ร่วมกับคนเป็น ผมหลงใหลเรื่องดังกล่าวและหาทางใส่มันเข้าไป และที่มากกว่าหนังเรื่องก่อนๆ ลุงบุญมีฯ เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์มากๆ มันจึงมีความเป็นส่วนตัวด้วย ถ้าคุณสังเกตดีๆ ฟิล์มแต่ละม้วนจะมีสไตล์การแสดง จัดแสง หรืออ้างอิงทางภาพยนตร์ต่างกันไป หากมันล้วนสะท้อนถึงภาพยนตร์ที่กำลังจะหายตายจากไป หรืออย่างน้อยคือภาพยนตร์ยุคเก่าที่ไม่มีใครทำมันอีกแล้ว

ที่คุณว่ามานี่หมายถึงหนังไทย หรือภาพยนตร์โดยทั่วไป
ใช่ครับ หนังไทย แต่ผมคิดว่าลุงบุญมีน่าจะเป็นหนึ่งในหนังเรื่องสุดท้ายแล้วที่ถ่ายด้วยฟิล์ม ขณะที่ทุกๆ อย่างกำลังมุ่งสู่ Red หรือ Sony หรือกล้องดิจิตอลอะไรก็แล้วแต่ นี่จึงเหมือนการสดุดี และไว้อาลัยถึงโลกเซลลูลอยด์ ในฟิล์มม้วนแรกจะคล้ายกับวิธีการถ่ายหนังของผม เราจะเห็นสัตว์ที่อยู่ในป่า, ฉากลองเทคในการฟอกไต หรือขับรถ ม้วนที่สองจะคล้ายกับหนังยุคเก่าที่มีการแสดงแข็งๆ โดยไม่มีการเคลื่อนกล้อง ตามด้วยการถ่ายทำคล้ายสารคดี ซึ่งถ่ายนอกสถานที่บนสวนมะขาม ซึ่งคล้ายหนังฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นหนังที่ผ่อนคลาย ม้วนที่สี่ที่ว่าด้วยเรื่องเจ้าหญิงกับปลาดุก เป็นลักษณะหนังไทยในอดีต คือหนังย้อนยุคแบบละครจักรๆ วงศ์ๆ ดังนั้นแม้จะมีการดำเนินเรื่องต่อเนื่อง แต่การอ้างอิงของลำดับเวลาก็มีการเปลี่ยนถ่ายตลอด ฟิล์มม้วนที่ห้าเป็นฉากป่า แต่ไม่เหมือนกับป่าใน “สัตว์ประหลาด” เพราะมันเป็นหนังป่าที่ถ่ายด้วยเทคนิค Day for Night(เทคนิคการถ่ายฉากกลางคืนตอนกลางวันโดยใช้ฟิลเตอร์ช่วย)ในที่นี้เราใช้ฟิลเตอร์สีน้ำเงินถ่ายคล้ายกับหนังยุคเก่า พอเรานำนักแสดงอายุมากๆ เข้าไปในหนังป่า และถ้ำจะชวนให้นึกถึงนิยายผจญภัยเก่า หรือหนังสือการ์ตูน (ในฉากที่อยู่กับผี เรายังใช้กระจกซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้กับหนังในอดีตอีกด้วย) และในม้วนที่หาก ฉากในโรงแรม เวลาจะเดินช้าลงกลับไปเหมือนหนังสารคดีอีกแบบงานของผม ถ่ายกับแบบลองเทค แต่พอใกล้จบช่วงเวลาเดียวกันนั้นมันก็แยกจากกันไป คนดูจะเห็นสองตัวละคร คือเจนกับโต้งแบ่งร่างเป็นสอง ผมอยากใส่ไอเดียเรื่องการแบ่งเวลาว่าหนังไม่ได้ให้ความจริงเพียงหนึ่งเดียว มันมีหลากหลายระดับ

นั่นหมายความว่าคุณไม่รู้ว่ามันเป็นช่วงเวลาตอนไหนที่เรามีประสบการณ์คู่ขนานพร้อมๆ กัน
ถูกเลย คุณไม่มีทางรู้วาความจริงแล้วเราอยู่ในร้านคาราโอเกะ หรือในห้องที่โรงแรม มันยังบอกอีกว่าความจริงที่ซ้อนกันนั้นคุณเห็นมันก่อนนะ ดูมันอยู่ด้วย ฟิล์มม้วนก่อนหน้านี้อาจเป็นความฝันก็ได้ เหมือนกับที่ป้าเจนพูดว่าเมื่อตอนเราตายจะมีหนังสืองานศพ และในนั้นจะแสดงความอาลัย เราไม่มีหนังสือไง แต่เรามีหนัง ! รุ่ง นางเอกจากเรื่อง “สุดเสน่หา” จึงปรากฎในฟิล์มม้วนสุดท้ายเพื่อแค่พูดถึงชายคนนี้ คล้ายๆ กับผมที่แค่เล่าเรื่องของเขา

ฟิล์ม 6 ม้วนคือการระลึกชาติ 6 แบบของภาพยนตร์หรือเปล่าครับ ?
ใช่ๆ  การมารวมกันของผู้หญิง กับพระยังบอกอีกว่าแม้ในชาติเดียว คุณก็มีอีกชาติที่เปลี่ยนสถานะของตัวเอง เช่นเดียวกับตอนที่คุณดูหนังสมัยก่อน ดาราจะไม่เคยโต แต่ในความจริงพวกเขาได้ตายไปแล้ว ภาพยนตร์จึงเป็นเหมือนที่เก็บวิญญาณของผู้คนที่จากไปเหล่านั้น

ฟิล์มม้วนสุดท้ายเป็นกลับไปหาหนังแบบของคุณอีกครั้ง เพราะมีตัวละครจากหนังเรื่อง “สุดเสน่หา” และ “แสงศตวรรษ” เป็นไปได้ว่าหนังแบบนี้ที่คุณบอกว่าทำขึ้นในฟิล์มม้วนแรก ดังนั้นมันจึงเป็นการบรรจบของเส้นวง ทำให้มันเป็นมากกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ทุกเรื่องของคุณนะ ขอเข้าเรื่องการเมืองบ้าง ประเด็นที่ดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้เลยในสถานการณ์ขณะนี้คือหลายคนพยายามจะตีความลุงบุญมีเช่นว่าลิงเป็นตัวแทนอะไรในทางการเมือง ไม่ทราบว่าได้ใส่สัญลักษณ์หรืออ้างอิงหนังกับสถานการณ์ทางการเมืองมากน้อยแค่ไหนครับ ?
ถ้าคนดูอยากจะตีความในเชิงการเมือง มันก็มีล่ะครับ นั่นเป็นเจตนาของผมอย่างหนึ่งเลย ตอนที่ผมดูหนังเรื่องนี้จะคิดถึงประสบการณ์ที่ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว โดยเฉพาะในช่วงบทดั้งเดิม และการทำศิลปะติดตั้งจัดวาง(Installation) ซึ่งตอนนั้ยังไม่มีภาพชุดของทหารจากนาบัวในหนังครับ แต่มันถูกใส่เข้ามาในช่วงตัดต่อ และโพสต์โปรดักชั่น ถึงแม้ว่าบทสนทนาที่ว่าด้วยโลกอนาคต และผู้คนที่หายสาปสูญจะเป็นเสียงบรรยายที่มีอยู่แล้วก็ตาม

อีกอย่างคือเสียงบรรยายเดียวกันนี้ยังถูกใส่ในวิดีโอที่ฉายโต้ตอบกันในงานติดตั้งจัดวางของ The Primitive ด้วยนะ ? ที่นี้พอมันปรากฎอีกครั้งในลุงบุญมีจู่ๆ ก็เหมือนงานภาพดังกล่าวมันปรากฎแวบที่ตาของผม เหมือนกับมันฉายภาพนั้นใหม่อีกครั้ง ฉากนี้กับแสงของหลอด LED ในพื้นที่มันทำงานในลักษณะเดียวกันนะ
ถูกครับ แต่นี่ไม่ได้โกหกนะ มันเป็นความฝันของผมจริงๆ  จำได้ว่าตื่นขึ้นและเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ฝันว่าเดินทางไปยังอนาคต ที่นั่นมียานไทม์แมชชีนซึ่งคนใช้ทำให้เห็นชาติก่อนได้ แล้วภาพนั้นจะถูกฉายขึ้นจอโปรเจ็คเตอร์ ผมใส่ภาพชุดดังกล่าวเข้ามาเพราะอยากให้เสียงของผม และบุญมีรวมเข้าด้วยกัน ผมมักพูดมาตลอดว่าหนังคล้ายกับสมุดบันทึก ผมอยากจะจดจำหมู่บ้านแห่งนี้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนาบัว(เริ่มต้นในช่วง พ.ศ.2508 และกินเวลากว่ายี่สิบปี) ซึ่งสะท้อนและก้องขึ้นมาในชั่วขณะนั้น อันเป็นปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ในประเทศไทยเวลานี้ และมันยังเชื่อมไปกับเรื่องการระลึกชาติ และอิทธิพลของหนังที่ผมได้รับโดย คริส มาร์แกร์ และ แอนโทนิโอนี่ ตอนแรกก็คิดนะว่ามันจะโจ่งแจ้งเกินไปไหมที่ใส่ภาพเข้าไป แต่ช่างเหอะ มันเป็นอะไรที่ผมชอบและอยากจะบันทึกมัน

เมื่อตอนที่คุณเริ่มตัดต่อหนัง ผมเคยถามคุณว่ามันเกี่ยวกับการเมืองหรือเปล่า คุณตอบว่าไม่เกี่ยวเลย
อาจจะด้วยเพราะบริบทสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ถูกมองไปทางนั้น แต่คุณจะตีความมันอย่างที่คุณต้องการก็ได้ จริงๆ บทต้นฉบับมันเป็นเสียงบรรยาย คนคุยกัน ถกกันบนภาพนิ่ง สนุกไปภาพนิ่งกว่าครึ่งเลยนะ แต่เราทิ้งและเน้นให้เป็นสัญลักษณ์ จำลองสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจมากขึ้น

หนังทุกเรื่องของคุณนั้นไม่สมบูรณ์ในตัว เหมือนว่าคุณทิ้งช่องว่างให้คนดูนำหนังไปคิดต่อเอง และยังเอาชิ้นส่วนของหนังมารวมเข้าด้วยกัน โครงสร้างแบบนี้สำคัญกับคุณไหมครับ ? เรื่องความไม่สมบูรณ์ คือมันน่าสนใจด้วยตรงที่ว่าคุณมีสิ่งที่แยกจากหนังอยู่แล้ว และสมบูรณ์ในตัวอย่างโครงการ  Primitive ด้วย
ครับ คล้ายว่ามันมีชีวิตอีกส่วนหนึ่งสำหรับหนังแยกมา ผมก็เห็นด้วยเรื่องการทิ้งให้ตีความ แต่มันก็เหมือนกับวรรณกรรมหลายเรื่องที่ทิ้งตอนจบให้ตีความนะ คุณสามารถคิดได้นะว่ามันก็ต่างมีชีวิตของมันเองด้วย ผมเชื่อว่าหนังมันมีชีวิตในตัวมันเองโดยเฉพาะตอนตัดต่อ เราต้องปล่อยให้หนังบอกสิ่งที่คุณควรทำ ต้องเปิดใจให้กว้าง และไม่ได้ทำตามบทหนังอย่างเดียว และก็เพื่ออิสระกับคนดูด้วย

ทราบว่าคุณไม่ได้หวังจะฉายหนังเรื่องนี้ในประเทศไทย
กับเรื่องนี้ก็ไม่หวังครับ

ทำไมล่ะครับ
ผมอยากจะฉายให้กับคนที่ชอบหนังของผม และค้นพบมันได้ แต่กระบวนการให้ได้เข้าฉายโรง การโฆษณาตลอดการฉายมันเหนื่อยจริงๆ ครับ บางทีเราอาจจะฉายมันสักโรงสองโรง

แล้วยังมีฉากพระในเรื่องลุงบุญมี คนในเมืองไทยเริ่มพูดกันบ้างว่าทำไมคุณยังใส่ฉากพระเข้ามาอีก คือในหลักการเล่าเรื่องมันจำเป็นนะ อาจจะไม่ได้เจตนา แต่คุณก็มีประสบการณ์จาก แสงศตวรรษ ที่มีปัญหากับคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์แล้วนี่ ?
ผมอยากให้เขาเป็นตัวแทนความคิดเรื่องการมีตัวตนมากกว่าหนึ่งคนในชาติภพเดียว ผมคงโกหกไม่ได้นะว่าปฏิกิริยาจาก แสงศตวรรษ มีส่วนให้เกิดฉากนี้ แต่มันก็เกี่ยวกับการระลึกชาติของตัวละครในหนังเรื่องก่อนๆ ด้วย คือเราก็เห็นพฤติกรรมแรงๆ จากพระหลายรูปด้วยไง ผมแค่อยากบอกว่าพระก็เป็นคนนะ คนไทยมักคิดว่าพระ หรือมองเป็นคนอีกระดับนึงเลย แต่มันไม่ใช่

ตอนที่ได้อ่านหนังสือ Austrian Filmmuseum ซึ่งเขียนถึงหนังของคุณ มันทำให้ผมตกใจว่าเขามองหนังของคุณได้ต่างมุมมาก พูดถึงวิถีตะวันตกที่ปะทะกับวิถีตะวันออก คุณคิดยังไงกับบทความแบบนี้ที่ตีความหนังของคุณเหมือนๆ กับฉากในอาร์ตของยุโรป หรือระดับโลก ซึ่งสวนทางกับแวดวงหนังไทย ?
ผมชอบ ก็ดีใจและสนุกกับการตีความ ชีวิตการทำหนังของผมเริ่มที่ชิคาโก มันเลยไม่สามารถแบ่งการทำหนังของผมว่าเป็นตะวันออกหรือตะวันตก เพราะผมมีอิทธิพลที่มากมายที่สอนผม และทำให้สนใจใคร่รู้ และช่วยยืนยันความคิดว่าภาพยนตร์ต่างมีชีวิตของมันเอง ผมคิดว่าการที่คนดูมีมุมมองหลากหลายต่องานที่คุณทำถือเป็นความสำเร็จนะ คือมันก็มีงานเขียนที่อ่านแล้วไม่เข้าท่าบ้างนะ แต่ผมก็ยังชอบอยู่ดี นั่นไม่ได้ว่าผมเห็นด้วยกับเขา หรือแม้แต่คุณด้วยนะ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือตอนที่ผมฉายหนังในเมืองไทย คนไทยจะมีระดับความเข้าใจที่แตกต่างกันหลายระดับแบบที่เรายังตีความไปไม่ได้ เช่นเดียวกับที่มีหลายซึ่งคนไทยขำ  แต่ขณะเดียวกันก็มีบางคนทั้งคนไทย และคนต่างชาติที่เข้าไม่ถึงว่าผมอยากจะสื่ออะไร แต่คนชาติตะวันตกหลายคนก็พยายามจะทำความเข้าใจมันจริงๆ เขาเปิดกว้างมาก โดยเฉพาะฝรั่งเศส ความที่เขามีวัฒนธรรมทางการดูหนังในระดับที่ลึกซึ้ง ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าในไทยนี่เข้าถึงมากแค่ไหน หลายคนอาจจะยังมีอคติ และปรับทัศนะนิยามของคำว่าภาพยนตร์อีก

ผมเคยทราบว่าหลังจากทำการค้นคว้าเพื่อทำหนังเรื่องนี้ ทำให้คุณเลิกเชื่อเรื่องการระลึกชาติไป
คือผมไม่ได้เลิกเชื่อนะ แต่ผมแค่สงสัย การค้นคว้าข้อมูล และทำหนังทำให้ผมพบคนจำนวนมากที่อ้างว่าเขาระลึกชาติได้ มันไม่มีเหตุผลที่เขาจะโกหกนะ ตอนที่ผมกลับไปยังบ้านเกิด ผมเห็นการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเลย วัฒนธรรมกำลังสูญหาย และผมอยากจะเก็บบันทึกภาพมันไว้ เพราะในขณะเดียวกันมีบางอย่างที่เราเปลี่ยนมันไม่ได้ ความเชื่อของเราที่มีรากมาจากขอมว่าในกฎแห่งกรรมชีวิตจะกลายร่างมาเกิดเป็นสัตว์,คน,พืช หมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายกันไป คนไทยเองปรับตัวง่าย เราประยุกต์ดัดแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ความเชื่อในเรื่องวิญญาณ หรือพระเจ้าองค์ต่างๆ ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก มีหลายอย่างนะที่ผมนึกถึงได้หลังจากทำหนังเรื่องนี้ และยิ่งอยากหาข้อพิสูจน์ เมื่อเราทำหนังที่พูดถึงมัน ทำให้ต้องย้อนถามตัวเองกลับว่า นั่นทำให้ผมบอกว่าการระลึกชาติมันเป็นได้ไง เพียงแต่ยังไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์เรื่องนี้

เดี๋ยวก่อนนะ คุณสามารถพิสูจน์เรื่องการระลึกชาติในหลักวิทยาศาสตร์ไหม ?
ได้สิครับ ผมเชื่อว่าในอนาคตเราทำได้ เพื่อพิสูจน์ว่ามันมีผลกับจิตใจ หรือมีอยู่ในโลกความจริงไหม ผมตอบไม่ได้นะ วิทยาศาสตร์มันยังได้พัฒนาไปเรื่อยๆ ผมเคยทราบว่าอนาคตจะอยู่กันแบบใสภาพต้านแรงโน้มถ่วง และหลังจากนั้นล่ะผมคิดว่าเราอาจจะค้นลึกในเรื่องจิตใจกันมากขึ้น

เป็นไปได้ว่าคุณพูดเรื่องเดิมๆ ด้วยวิธีการที่ต่างกันไป คุณพูดถึงการระลึกชาติแต่ในอีกทางคุณยังคงพูดถึงจักรวาลคู่ขนานอีกด้วย คล้ายกับหลักควอนตัมทางฟิสิกส์(การศึกษาฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องกับอนุภาคเล็ก และนำไปอธิบายปรากฎการณ์ทางจิตได้)
ใช่ๆ ศาสนาพุทธและแนวคิดเรื่องการระลึกชาตินั้นน่าสนใจเพราะพระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าท่านเห็นอดีตชาติ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกให้เราเชื่อกับสิ่งเหล่านี้ ตามหลักวิทยาศาสตร์ทั่วไปจะมีเครื่องช่วยวัดค่าต่างๆ แต่ในพุทธศาสนาร่างกายจะเป็นตัววัด เป็นกลไก และเป็นการวัดที่ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ผมว่าการทำสมาธิคือหนึ่งในวิธีนั้นนะ แล้วผมยังอยากทำสมาธิจนพิสูจน์ได้ เหมือนกับ เดวิด ลินซ์ทำได้ไง !(เดวิด ลินซ์ ผู้กำกับชื่อดังทำสมาธิ และเชื่อในเรื่องการถอดร่างจนเปิดมูลนิธิของตัวเองตาม เว็บไซต์นี้)

ในหนังทุกเรื่องของคุณจะมีการอ้างคำสอนของศาสนาพุทธ แต่โดยส่วนตัวผมว่าหนังของคุณมีความเป็นวิทยาศาสตร์สูง คุณชอบใช้คำว่า “วัตถุ” ตั้งแต่ชื่อหนังเรื่องนี้ (ดอกฟ้าในมือมาร มีชื่ออังกฤษว่า Mysterious Object at Noon) ในสัตว์ประหลาดตอนที่พระกำลังเล่าเรื่องก็ใช้คำว่า “วัตถุ” ลิงผีในลุงบุญมีก็ไม่น่าจะใช่ไทยแท้ หรือจะเป็น Primate ต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต เผ่าพันธุ์มนุษย์ คุณเอาไปรวมกับพุทธศาสนาได้ยังไงครับ หรือในอีกทางหนึ่งคือมีเจตนาจะนำไปผสมกับองค์ประกอบทางวิทยาศาสตร์แค่ไหน ?
วิทยาศาสตร์อาจจะเป็นคำที่ผิดครับ น่าจะเป็นแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนรูปนะ ในหนัง-ซึ่งเป็นฟิล์ม 6 ม้วน แนวคิดเรื่องความเปลี่ยนรูปของเวลา หรือคุณจะอ้างเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ก็ได้ เพราะมันอยู่กับเราทุกที่ แต่เราไม่เห็นอนุภาคต่างๆ ที่เคลื่อนในโต๊ะ ไม่มีอะไรที่มีรูปร่างสมบูรณ์ในตัวเอง

ทั้งในหนังเรื่องนี้ และ “สัตว์ประหลาด” คุณนำป่า และสถานที่ของมนุษย์บนโลกมานำเสนอ และให้เราปรารถนาที่จะปรองดองชีวิตเรากับธรรมชาติ
ส่วนตัวผมหลงใหลป่า ชอบภาพ ความเขียวขจี เสียงของมัน แต่มันก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ทำซ้ำกับสิ่งที่เราเคยทำไปแล้ว ผมจึงลองไม่ถ่ายป่ามาก และนำเสนอมันด้วยวิธีที่ต่างไป ป่าในหนังเรื่องนี้จึงดูแปลกไปด้วยการออกแบบเสียงหนักๆ แถมมันยังเคยใช้เป็นบ้านของเรา นั้นทำให้เมื่อเรากลับไปยังป่าหรือถ้ำจึงคล้ายเป็นตัวละครตัวหนึ่ง และคนดูจะย้อนกลับไปหารากของตนเอง กลับไปหาจุดเริ่มต้น และอีกจุดประสงค์หนึ่งคือในถ้ำนั้นมีช็อตที่เราจะเห็นจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเคยมีคนอยู่ที่นี่ในอดีต เมื่อเราเริ่มวาดกำแพง หรือเล่นรูปเงา นั่นคือต้นแบบพื้นฐานของภาพยนตร์ครับ

แล้วมันยังอาจจะเป็นถ้ำของเพลโตด้วย
ใช่ครับ แต่ยิ่งผมอธิบายไป หนังมันจะเสียความลึกลับของมันไป ผมคิดว่าเราหยุดไว้แค่นี้พอก่อนนะ

ยังมีเรื่องแปลกอย่างหนังที่ฉายทางทีวี ที่บ้านไร่ หรือเพลงตอนจบของหนัง อยากให้พูดถึงเรื่องนี้หน่อยครับ

หนังเรื่องนั้นคือ รัก/สาม/เศร้า ครับ ผมสนิทกับผู้กำกับ ยุทธิเลิศ สิปปภาค นันเป็นเหตุผลแรกที่ผมเลือกมาใช้ คือจริงๆ อยากได้หนังที่ไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ ในหนังรักเรื่องนั้นจะมีช่วงที่คู่ขนานล้อไปกับเหตุการณ์ในเรื่องลุงบุญมี ตัวเอกของเรื่องนอนไม่หลับ เลยมีคนบอกให้ทานยานอนหลับ เราก็เลือกใช้ฉากช่วงท้ายที่นางเอกมันหนีไปอยู่ที่เกาะเพราะเธอกำลังจะตาย โดยเปรียบความตายกับบ้านหลังงามที่นั่น ผมชอบบางอย่างในฉากนี้น่ะ มันยังมีเพลงประกอบจากหนังเรื่องนี้ที่พอมันใส่เข้าไปในหนังของผมแล้วเกิดความหมายใหม่ขึ้นมา เพลงนี้(Acrophobia โดย เพนกวิน วิลล่า)มีบางอย่างที่ผมอธิบายไม่ถูก ผมชอบจังหวะมันนะ ผมไม่ได้สนใจเนื้อเพลงที่เป็นเพลงรักเรื่องของหญิงสาวที่อยู่สูง และชายหนุ่มขอให้เธอลงมาข้างล่าง แต่อารมณ์และความรู้สึกของเพลงนี้มันโดนเลย

อยากให้คุณพูดถึงการออกแบบเสียงในหนังบ้าง
ผมตั้งใจอย่างมากกับรายละเอียดของเสียง ผมบ้ากับเรื่องนี้มากๆ นี่เป็นหนังเรื่องแรกของผมที่มีบทสนทนาเยอะมาก เป็นหนังชีวิตจัดๆ ผมเลยต้องคิดเยอะว่าจะปรุงแต่งมันยังไง ทำให้การพูดจาเป็นเหมือนหนังตามขนบ คือเราก็เคยลองทำตามวิธีดั้งเดิมไปเลย และลองฉายแล้ว จนวันสุดท้ายของการแต่งเสียงผมเปลี่ยนใหม่หมดเลย ปรับให้เสียงในสภาพแวดล้อมมันดังขึ้น และ ฤทธิ์(อัครเฉลิม กัลยาณมิตร คนออกแบบเสียง)มันแทบบ้าเลย เพราะต้องเปลี่ยนทั้งเรื่อง คือพอตอนที่ฉายหนังมันรู้เลยไงว่าทำพลาด และสิ่งที่พลาดมันมาจากธรรมชาติของหนังเอง เราเลยเร่งให้เสียงสภาพแวดล้อมมันสูงขึ้น คือถ้าเราคุยกันเรื่องการระลึกชาติ และการถอดวิญญาณคน,พืช และสัตว์ มันก็ควรให้คนดูได้รับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตอื่นในสากลโลกอย่าง แมลงหรือนกด้วย จริงๆ เสียงที่ปรากฎมันไม่ได้เปลี่ยนมากอะไรยกเว้นระดับความดัง และเราปรับมันทั้งหมดในฟิล์มทุกๆ ม้วน

การออกแบบเสียงทำให้รับรู้ถึงวิญญาณอื่นๆ อยู่ด้วย ตัวอย่างที่ผมนึกออกคือฉากโต๊ะอาหารซึ่งยุงเป็นเหมือนวิญญาณของคอมมิวนิสต์ที่ตายแล้วกลับมาหลอกหลอนลุงบุญมี
ขอบคุณครับ

มันไม่ได้ชี้ชัดว่าชาติที่แล้วของบุญมีเป็นใคร หรือมันเป็นอดีตชาติ ความฝัน หรือแม้แต่อนาคต…
ถูกเลย เขาสามารถเป็นอะไรก็ได้ เพราะช่วงวาระสุดท้ายเราจะได้ยินเขาพูดถึงความฝันเกี่ยวกับโลกอนาคต หลายสิ่งหลายอย่างเป็นความฝันได้เหมือนกัน

ในทางหนึ่งหนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตและความตายที่ปรากฎดำรงอยู่ร่วมกันในทุกที่ นั่นทำให้ผมอยากพูดถึงฉากถ้ำเพราะมีช็อตของบ่อน้ำขนาดเล็กในถ้ำ มีปลาเล็กๆ ว่ายอยู่ถึงมันจะมืด และเป็นที่ๆ หดหู่มากๆ แต่มันก็ยังมีชีวิต

ใช่ครับ มันเป็นสถานที่ซึ่งเราไม่อยากจะเชื่อว่ามันมีสิ่งมีชีวิต แต่มันก็มีไง

คุณครุ่นคำนึงถึงความตายมากขนาดนั้นเลยหรือ ? คุณตระหนักถึงภาวะนั้นของคุณเองหรือเปล่าครับ ?
ไม่หรอก ผมคิดถึงเรื่องความตายในเชิงคอนเซ็ปต์มากกว่า ไม่ว่าจะด้วยแนวคิด และการระลึกชาติ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมเองเลย

ผมนึกถึงเรื่องที่คุณเห็นตัวเองอายุมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ที่ผมถามเพราะพบความป่วยไข้ปรากฎในหนังทุกๆ ส่วน
มันอาจจะเป็นเพราะผมโตในโรงพยาบาลครับ ผมชอบไอเดียเรื่องของการป่วยทางกายและหาทางรักษา เพราะมันมีทั้งด้านมืดและสว่างในตัวมัน มีทั้งความเงียบ และเสียงรบกวน หากคุณเคยมีประสบการณ์เจ็บไข้จะทำให้คุณระลึกถึงชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

คุณเคยบอกว่าคุณชอบทำสมาธิ แล้วศาสนาในมุมองของคุณล่ะจำเป็นต้องไปวัดไหม ?
ไม่ครับ

ถ้านั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของศาสนาในความเชื่อส่วนบุคคล แล้วที่คุณพยายามเชื่อมโยงกับโลกวิญญาณล่ะ ?
ผมคิดว่ามันมีผลกับผมทั้งทางด้านจิตใจและในเชิงวิทยาศาสตร์นะ คนไทยจะมีการสวดมนต์ก่อนนอน ผมเองก็สวดมนต์เพื่อช่วยให้หลับ มันเป็นสิ่งที่สมดุลกับร่างกายเราเป็นอย่างดี ผมไม่ได้ไปวัด เพราะคิดว่าการสวดมนต์เป็นเรื่องความสุข เป็นการพักผ่อน คือผมเพิ่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับประเด็นนี้มา แต่จำชื่อคนแต่งไม่ได้นะ เขาเขียนว่าเราอาบน้ำทุกวันเพื่อทำความสะอาดร่างกาย แต่เราไม่เคยชำระล้างจิตใจเราเลย การทำสมาธิเป็นหนึ่งในวิธีที่ชำระล้างจิตใจเราได้ดี

แล้วจานบินจาก  จดหมายจากลุงบุญมี ล่ะ ? ทำไมมันไม่อยู่ในหนังเรื่องนี้
ก็ยังอยู่ในหมู่บ้านครับ มันใหญ่จนเราขนมันกลับไม่ไหว ! เราคิดแล้วว่ามันน่าจะโจ่งแจ้งเกินไปที่จะโผล่มาในหนัง อย่างที่เรารู้กันนะว่าหนังนั้นเป็นเรื่องของจินตนาการ ถ้ามันมีจานบินมันอาจจะทำให้คุณคิดไปได้ว่า “นี่คือเครื่องมือที่บุญมีเดินทางสินะ  ?”

คุณมองว่าหนังขนาดยาว และหนังสั้นนั้นต่างมีความเชื่อมโยงกัน น่าสนใจนะครับว่าหนังสั้นเคลื่อนกล้องตลอด แต่ขณะที่หนังค่อนข้างนิ่ง
ไม่ครับ ทั้งสองส่วนต่างกัน หนังสั้นแต่เดิมที่สร้างมีความยาวกว่านี้ และเป็นภาพร่างสำหรับหนังขนาดยาว ทั้งสองส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกันซะทีเดียว แต่เป็นความพยายามของผมที่จะคิดเกี่ยวกับบุญมีเมื่อตอนผมอยู่ในหมู่บ้านแห่งนั้น แต่เราไปถ่ายเรื่องลุงบุญมีฯ ในที่อื่นแทนนะะ ในขอนแก่น,ในกรุงเทพฯ ก็มีกับฉากโรงแรม และวัด งานศิลปะติดตั้งจัดวางแตกต่างมากๆ เพราะว่ามันถ่ายด้วยวิดีโอ และเกิดขึ้นตามสัญชาติญาณ การถ่ายทำวิธีนั้นสามารถไปได้หลายสถานที่ แต่กับหนังเราต้องมีการวางแผนไว้ครับ

ตอนที่คุณทำงานสำหรับแกลลอรี่แสดงงานศิลปะ หรือทำหนัง คุณรู้สึกว่าเป็นศิลปินที่แตกต่าง หรือทำงานให้กลุ่มคนดุที่ต่างกันไหม ? มันมีส่วนยังไงครับขณะที่คุณทำมัน และคุณมีวิธีทำงานยังไง ?
ในการทำงาน ใช่ครับกระบวนการทำงานบางส่วนคาบเกี่ยวกัน บางครั้งก็ใช้ทีมงาน และใช้อุปกรณ์เดียวกัน แต่ผมจะะระลึกถึงวิธีที่ต่างกันเวลาคนจะชมงานเหล่านี้ เวลาผมทำงานศิลปะติดตั้งจัดวางจะทำให้คิดเสมอว่ามันคล้ายสัตว์สองตัวช่วยกันล่อให้คุณเดินภายในพื้นที่นั้น ซึ่งมันเป็นงานที่มีการโต้ตอบ คุณตัดสินมันได้คล้ายกับสัตว์แต่ละตัว สำหรับภาพยนตร์ ผู้ชมนั้นคาดเดาอะไรไม่ได้เลยไม่ต่างจากซอมบี้ที่ผู้กำกับต้องสะกดผู้ชมให้อยู่ นั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องตระหนักเมื่อถ่ายทำหนัง และยังแสดงให้เห็นข้อจำกัดของมันด้วยในการสร้างการดึงดูดใจ แต่หนังก็มีจุดแข็ง เมื่อคุณเป็นซอมบี้ที่จิตใจเข้มแข็ง แทนที่จะต้องมาเดินในพื้นที่ต่างๆ โดยใช้แรงกายของตัวเอง ภาพยนตร์นั้นมีอานุภาพที่ร้ายกาจของมัน และสำหรับหนังเรื่องนี้ผมพยายามนำอานุภาพดังกล่าวส่งไปยังผู้ชมเท่าที่จะทำได้ ผมจะยังคงทำหนังและงานศิลปะควบคู่กันไปนะ เพราะมันต่างสะท้อนผลลัพธ์ซึ่งกันและกัน สำหรับโปรเจ็คท์นี้มันมีงานหลายรูปแบบ และมันเข้ากันได้กับแก่นที่ว่าด้วยการระลึกชาติหลายครั้งของลุงบุญมีซึ่งรูปลักษณ์ต่างกันไป

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

Share →

One Response to บทสัมภาษณ์ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จาก Cinema Scope

  1. [...] บทสัมภาษณ์ อภิชาติพงศ์ จากนิตยสาร Cine… [...]

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>