การอ่าน หมายถึง กระบวนการค้นหาความหมายจากสิ่งพิมพ์ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ของผู้อ่าน การอ่านไม่ได้หมายความเฉพาะการมองผ่านแต่ละประโยคหรือแต่ละย่อหน้าเท่านั้น แต่ผู้อ่านต้องเข้าใจความคิดนั้น ๆ ด้วย

เอดการ์ เดล ,นักการศึกษา


หากนับว่า แนวคิดยุคหลังสมัยใหม่ (Post Modern) คือการตีความประเด็นเดิมๆ ซ้ำอีกครั้งผ่านมุมมองใหม่ หนังของผู้กำกับโจเอล และอีธาน โคเอน ก็อธิบายแนวคิดดังกล่าวได้เป็นอย่างดี เพราะผลงานพวกเขาเองนั้นก็ชอบนำพล็อตจากหนังของตนเรื่องเก่ามาตีความ ดัดแปลง แต่งเติม เปลี่ยนรายละเอียด หรือลีลาการเล่าอยู่หลายครั้งหลายครา ซึ่งส่วนใหญ่ก็ล้วนแล้วแต่วนเวียนเกี่ยวกับการประกอบอาชญากรรม, การแย่งชิงทรัพย์สินเงินทอง, ความโลภจนขาดสติของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นงานชิ้นแรก Blood Simple(1984), หนังตลกหน้าตาย Fargo(1996), หนังย้อนยุค  The Man Who Wasn’t There(2001) หรือหนังรีเมค The Lady Killers(2004)

โดยในคราวล่าสุดอย่าง Burn After Readning แช้ด(แบรด พิตต์) และ ลินดา(ฟรานเซส แม็คดอร์มานด์) พนักงานสถานออกกำลังกายที่บังเอิญพบซีดีข้อมูลของ ออสบอร์น(จอห์น มัลโควิช) อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอที่เพิ่งถูกไล่ออก ส่งผลให้เกิดนักแบล็คเมล์สมัครเล่นที่หวังจะรวยทางลัด รวมถึงกรณีชู้สาวที่วนเวียนกันหลายต่อหลายทอดจนมาข้องแวะกับหน่วยงานของรัฐบาลอย่างไม่น่าเชื่อ

งานชิ้นนี้อาจไม่ใช่งานที่ได้รับการยกย่องอยู่ในระดับต้นๆ ของทั้งคู่ ตัวละครเกือบทั้งหมดล้วนมีมิติเดียวราวกับการ์ตูนย้อนยุค ความตั้งใจสร้างส่วนผสมใหม่ๆ ก็ดูจะไม่ลงตัวนัก ยิ่งเมื่อมันสร้างตามหลังจาก No Country for Old Men หนังที่ได้รับการยกย่องถึงระดับรางวัลออสการ์ ขณะที่อีกเรื่องหนึ่งดำเนินอย่างแสนเคร่งเครียด อีกเรื่องก็เต็มไปด้วยมุขตลกโฉ่งฉ่าง(แน่นอนว่าอย่างหลังมักถูกดูแคลนกว่า และโดยส่วนตัวผู้เขียนชอบงานประเภทหลังมากกว่า)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เหมือนกันของทั้งสองเรื่องคือบรรยากาศที่ทำให้ตัวละครและผู้ชมเหมือนถูกคุกคาม  ซึ่งเสมือนเป็นภาพเปรียบสังคมอเมริกันในยุคสมัยที่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช บริหารประเทศด้วยการทำสงคราม ส่งผลให้ผู้คนเต็มไปด้วยความหวาดระแวงกับคนรอบข้าง

พิจารณาจากชื่อของหนัง มันสามารถตีความได้หลากหลาย ทั้งการอ่านข้อมูลหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ (ซึ่งปรกติจะการสำเนาข้อมูลลงแผ่นซีดีจะใช้คำกริยาว่า Burn) รวมถึงการทำลายหลักฐานทิ้งหลังมีผู้ล่วงรู้ข้อมูลลับ ซึ่งความหมายอย่างหลังยังบ่งบอกถึงความฉิบหายวายวอดของตัวละครที่เข้าไปพัวพันกับซีดีแผ่นหนึ่งได้เป็นอย่างดี

ในอีกทางหนึ่งมันยังชวนให้นึกถึงนิยายปี ค.ศ.1953 เรื่อง Farenheit 451 ของ เรย์ แบรดบิวรี่ ที่บอกเล่าถึงสังคมอเมริกันในอนาคตที่การอ่านกลายเป็นสิ่งต้องห้าม ผู้ที่มีหนังสือเก็บไว้ในครอบครองจะมีความผิดตามกฎหมาย หนังสือต่างๆ จะถูกนำมาเผาจนไหม้เป็นจุล (ซึ่งหากผมจะตั้งชื่อนิยายใหม่ให้อธิบายเรื่องโดยง่ายก็พอจะอนุมานคำที่ตรงข้ามกับหนังของพี่น้องโคเอนเรื่องนี้ก็ได้ความว่า ‘Burn Before Reading’ )

เช่นเดียวกับนิยายเรื่องดังกล่าวที่เป็นทั้งนิยายวิทยาศาสตร์ และสะท้อนความหวาดกลัวสังคมยุคสงครามเย็นไปพร้อมๆ กัน ตัวหนังของพี่น้องคู่นี้ก็ถูกควบรวมให้อยู่ในตระกูลตลกร้าย และยังเป็นหนังสายลับได้อีกทางหนึ่ง ลักษณะของตระกูลหนังอย่างหลังจะเห็นได้จากเจตนาสร้างดนตรีประกอบระทึกอารมณ์ ในฉากเปิด-ปิดเรื่อง ที่เผยให้เห็นระยะจากฟากฟ้าไกลลิบเหนือผืนโลกอันกว้างใหญ่ ก่อนจะค่อยๆ ลดระยะเข้ามาสู่รัฐเวอร์จิเนีย และเจาะเข้าสู่ตัวอาคารทำการของ หน่วยข่าวกรองกลาง (CIA) ในที่สุด ราวกับว่ามีใครกำลังจับตาดูเหตุการณ์ และตัวละครในเรื่องทั้งหมดจากเบื้องบนอันไกลแสนไกลตั้งแต่ต้นจนจบ

พฤติกรรมการคุกคามยังปรากฎผ่านทุกอาชีพทั้ง พนักงานสถานออกกำลังกาย, อดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอ, นายตำรวจระดับสูง, หรือแม้แต่นักอ่านนิทานเอง ทุกคนต่างก็ทำหน้าที่จับตาซึ่งกันและกันราวกับเป็นห่วงโซ่อาหารที่คอยทำหน้าที่ควบคุมซึ่งกันและกันโดยอัตโนมัติ

ข้อน่าสังเกตอีกประการจะเห็นได้ว่าตัวละครในเรื่อง ไม่ว่าจะหญิงชาย ยากดีมีจน ต่างซึ่งวุฒิภาวะ ล้วนไม่ได้สนใจการอ่านกันอย่างจริงจังสักนิด ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ใด  ทั้งจากข้อมูลในซีดีที่แช้ด และลินดานั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกี่ยวกับอะไร(แต่ดันสามารถสืบได้ว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูลดังกล่าว ซึ่งพวกเขาสามารถใช้ข่มขู่ได้) ไปจนถึง แซนดี้ ภรรยาของแฮร์รี่(จอร์จ คลูนี่ย์) ตำรวจจอมเจ้าชู้ที่แม้จะทำงานเป็นนักเขียนและวาดภาพนิทาน เมื่อต้องไปอ่านผลงานยอดนิยมในโทรทัศน์ การอ่านของเธอก็ไม่มีความหมาย และถูกขัดจังหวะโดยพิธีกร เพื่อชี้ให้เห็นภาพวาดน่ารักในหนังสือแทน แต่ที่น่าสลดกว่าคือดูเหมือนว่าเธอเองก็ไม่ได้ใส่ใจจำด้วยซ้ำ

การลดมิติของตัวละครเป็นตัวสะท้อนอย่างดีถึงสภาพสังคมที่พวกเขาและเธอดำรงอยู่ มันถูกบีบให้มนุษย์ถูกลดทอนความรู้ และความต้องการแสวงหาความจริง ทุกคนจึงต่างหมกมุ่นกับสิ่งเร้าด้านอื่น เช่น อุดมคติของทรวดทรงที่สวยงามผ่านการชอบออกกำลังกาย หรือความหวังทำศัลยกรรม, การนิยมนัดออกเดทชดเชยเซ็กส์และความรัก, และที่ขาดไม่ได้ในงานของพี่น้องโคเอนคือความโลภจากทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ ส่งผลให้ผู้คนแสดงพฤติกรรมที่ไร้สาระ ขาดสติยั้งคิด

ถ้าการเผาทำลายหนังสือใน Farenheit 451 แสดงถึงการคุกคามอารยธรรมที่สร้างโดยมนุษยชาติ เรื่องราวใน Burn After Reading ก็เหมือนจะบอกเราว่าในสังคมยุคปัจจุบันแม้จะไม่ต้องมีการเผาหนังสือให้เห็นเป็นรูปธรรม พฤติกรรมของผู้คนในเรื่องซึ่งอ่านออกเขียนได้ก็ถูกทำให้ไร้สภาพความสนใจในการอ่านได้อยู่ดี เรียกได้ว่าจะ ‘เผาก่อนอ่าน’ หรือ ‘เผาหลังอ่าน’ สภาพสังคมที่การสื่อสารถูกปิดกั้น หรือบิดความหมายบางอย่างไปยังสามารถเกิดขึ้นได้อยู่ดี

ฉากตลกฉากหนึ่งที่ลินดาพยายามโทรศัพท์สอบถามถึงสิทธิสวัสดิการประกันสังคมของตนเพื่อหวังจะทำศัลยกรรม แต่ต้องผ่านระบบอัตโนมัติที่น่ารำคาญ ตอบคำถามได้ไม่กี่ครั้งสุดท้ายตัวเธอเองก็ถอดใจวางหูไปเอง เป็นฉากเล็กๆ ที่โจมตีรัฐบาลชัดเจนถึงการขาดความเอาใจใส่ปัญหาประชาชนภายในประเทศ

My eyes adored you, Like a million miles away from me you couldn’t see
How I adored you:, So close, so close and yet  so far

และบางท่อนจากเนื้อร้อง My Eyes Adored You ของ แฟรงกี้ วัลลี่ ซึ่ง แฮร์รี่ ตัวละครในเรื่องฮัมระหว่างอาบน้ำ น่าจะสรุปสภาพการณ์ของผู้คนในหนังได้ดี  – - ยิ่งโลกยุคการสื่อสารทำเราได้ใกล้กัน แต่เรากลับยิ่งไกลห่างกันออกไป เหมือนเราจะอาศัยอยู่ในสถานที่อันปลอดภัย แต่แท้จริงกลับมีคนจับตาดูเราอยู่ทุกฝีก้าว

จะดีอยู่อย่าง(น่าจะเรียกว่าโชคร้ายก็สุดแท้แต่) เพราะบนแผ่นดินที่ประกาศเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ ไม่ว่าพวกเขาแม้จะสูงส่ง หรือต่ำต้อย มีอำนาจมากน้อยเพียงใดในประเทศ แต่ก็ล้วนถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทั้งหมดทั้งสิ้น

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Filmax

Tagged with:  
Share →

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>