ภาพยนตร์บางครั้งก็ราวกับกระจกที่ช่วยสะท้อนความเหมือนที่แตกต่างในยุคโลกา ภิวัฒน์ ดังเช่นประสบการณ์ของผู้คนในหนังเรื่อง After Midnight ที่ต่างมีอะไรบางอย่างคล้ายคลึงกับผู้คนทั่วโลก


ตัวละครในหนังแบบรัก สามเส้าอย่าง มาร์ติโน(จิออร์จิโอ พาซาติ) หนุ่มเงียบขรึมที่อาศัยอยู่กับปู่ ยามเฝ้าพิพิธภัณฑ์กะกลางคืน ผู้เฝ้าบันทึกภาพในเมืองด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์แบบโบราณ, แองเจิ้ล(ฟาบิโอ โตอิอาโน) หัวหน้าอันธพาลที่คุมย่านนั้น มีลูกน้องอยู่ไม่มากนัก เขามีนิสัยเจ้าชู้ กะล่อน และประกอบมิจฉาชีพจนสร้างความเอือมระอากับแฟนสาว อแมนด้า(ฟรานเชสก้า อิโนดิ) ที่ทำงานตัวเป็นเกลียวเพื่อความหวังในชีวิตที่ดีกว่า จึงไม่ใช่เพียงหนังรัก พาฝัน ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความบังเอิญ หากแต่มันยังสะท้อนสภาพสังคมที่น่าอึดอัด โดยมุ่งสื่อสารถึงความรัก และความฝันต่อสิ่งละอันพันละน้อยที่คอยหล่อเลี้ยงผู้คนในเมืองนี้

ช่วง เวลาหลังเที่ยงคืนตามชื่อเรื่องจึงถือเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะได้มีความสุข กับความฝันเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่มีใครมาคอยบังคับ มาร์ติโน่เก็บตัว หลงใหลอยู่กับหนังเงียบมากมายในพิพิธภัณฑ์เมโล แองเจิ้ลหัวหน้าแก๊งค์อันธพาลที่มีอาชีพลักขโมยรถเพื่อเงินก้อนโตโดยมีความ ฝันถึงรถยี่ห้อจากัวร์ที่เขาจะได้ครอบครองมันโดยไม่ต้องขโมย อแมนด้าคอยหวังจะมีความสุขร่วมรักกับแฟนหนุ่มอย่างแองเจิ้ลหลังเลิกงานที่ ต้องคอยทั้งแจกใบปลิว ทำงานในร้านฟาสต์ฟู้ดที่เธอต้องถูกด่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เมื่อเธอบังเอิญได้พบกับมาร์ติโน่ก็กลับยังหาทางสร้างความสุขให้กับค่ำ คืนโดยไม่ปล่อยให้ชีวิตต้องเดียวดายเพียงลำพัง

หนังอาจเปิด เรื่องด้วยแองเจิ้ล แต่ก็จับเรื่องราวไปที่มาร์ติโน่เป็นหลัก นั่นทำให้มันเปิดโอกาสให้เราได้ชมพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์แห่งชาติ เมโล กันอย่างเต็มอิ่ม สัมผัสความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อภาพยนตร์เงียบของบัสเตอร์ คีตัน ที่ผู้กำกับอุทิศหนังเรื่องนี้ให้อย่างเพลิดเพลิน มิหนำซ้ำยังเป็นการนำฉากสนุกๆ และประโยคต่างๆ ในหนังเงียบมาตัดสลับเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ในท้องเรื่องปัจจุบัน ซ้อนกันไปซ้อนกันมาตลอดทั้งเรื่อง หนึ่งในฉากที่น่าสนใจก็คืออารมณ์ของมาร์ติโน่ ที่เริ่มใกล้ชิดกับอแมนด้าในคืนแรก หนังตัดไปที่ฉากหนังเงียบบ่งบอกอารมณ์ของเขาภายใต้สีหน้าเรียบเฉย หลังจากความสัมพันธ์ของทั้งคู่ใกล้ชิดจนเลยเถิด มาร์ติโน่ก็กลับไปดูหนังเรื่องเดิมที่ฉากต่อจากนั้นกลับบอกให้เขาปล่อยวาง เสียบ้าง

แน่นอนลูกเล่นดังกล่าวของ After Midnight ย่อมไม่ได้ถูกคิดค้นเป็นครั้งแรก แต่มันก็ดูมีเสน่ห์เข้าใจง่าย เพราะตัวละครอย่างมาร์ติโน่นั้นมีบุคลิกถอดแบบมาจากยอดนักแสดงอย่าง บัสเตอร์ คีตัน ชัดเจน คือความหน้าตาย ไม่พูดไม่จา มีอาการซุ่มซ่ามหกล้มอยู่เป็นประจำ แถมยังดัดแปลงอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายกลายเป็นของอเนกประสงค์ แบบที่คีตันชอบเอามาล้อเลียนเรื่องชีวิตกับเทคโนโลยีสมัยใหม่บ่อยๆ นั่นยังรวมไปถึงความรักหนังจนมาร์ติโน่อยากเริ่มสร้างหนังแบบดั้งเดิมของผู้ ให้กำเนิดประดิษฐ์กรรมชนิดนี้ นั่นคือ หลุยส์ ลูมิแอร์ ก็ยิ่งทำให้หนังเงียบขาว-ดำ และหนังสีผสานกันได้สนิทใจ

อีกทั้ง มันยังบ่งบอกสาระสำคัญของตัวละครในเรื่องและชีวิตคนส่วนใหญ่ ที่ในโลกนั้นทั้งความจริงและความลวงในสังคมแบบมายาคติ เป็นสิ่งที่ผสานกลืนกันจนแยกแทบไม่ออก ยิ่งเมื่อสังคมอิตาลียังมีช่องว่างทางสังคม การเอารัดเอาเปรียบสารพัด ยังมีคนที่ไม่มีทางออกให้ชีวิตอย่าง มาร์ติโน่, แองเจิ้ล หรือ อแมนด้า ก็มีอีกหลายชีวิตที่ยังหลงเพลิดเพลินความสุขที่หาไม่ได้ในชีวิตหลังเที่ยง คืนอยู่ร่ำไป เหมือนที่ผู้กำกับภาพ ดังเต้ เชชชิน จงใจถ่ายภาพยามค่ำคืนที่ประดับประดาด้วยแสงไฟหลากสีสวยงามจนไม่ยากที่ใครจะ หลงเสน่ห์ช่วงเวลานั้น

เดวิด เฟอร์ราโร่ ยั่วล้อเรื่องราวโดยเจตนา จากเสียงบรรยายตั้งแต่เปิดเรื่องที่กล่าวถึงภูมิประเทศอันสวยงามของเมือง และบอกว่าอย่าไปสนใจตัวละครนัก และอีกหลายครั้งเช่น คำพูดของญาติมาร์ติโน่คนหนึ่งชี้ชัดเข้าไปอีกในฐานะที่เขาไม่ชอบภาพยนตร์ และพยายามบอกเตือนเขาอยู่บ่อยครั้งว่ามันเป็นสื่อที่บิดเบือนความจริง ซึ่งคำพูดแบบนี้จริงๆ ก็ไม่ต่างจากประโยคที่ว่า ?ภาพยนตร์เป็นประดิษฐกรรมที่ไร้อนาคต?ของ หลุยส์ ลูมิแยร์ หนึ่งในผู้ที่คิดประดิษฐ์สื่อด้านภาพยนตร์สักเท่าไหร่ มันอาจสะท้อนทั้งภาพความจริง และภาพลวงตา มันอาจไม่น่าเชื่อถือพอๆ กับที่มีอิทธิพลทำให้คนมากมายลุ่มหลง แต่มันก็อยู่ยั้งยืนยงมาเกินศตวรรษแล้ว

ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับความ ฝันลมๆ แล้งๆ ที่มีขึ้นในสังคม อย่างน้อยมันก็ทำให้ชีวิตพวกเขาไม่ไร้ค่า และกลายสภาพเป็นผู้แพ้อยู่ตลอด เมื่อครั้ง มาร์ติโน่ ได้เจอกับแองเจิ้ล แม้ทั้งคู่จะมีนิสัยที่ต่างกันคนละขั้ว แต่ก็ยังวางบทบาทสมมติของแต่ละคน คนหนึ่งมีหน้าที่เสมือนเป็น Guardian(ผู้พิทักษ์-ยามประจำพิพิธภัณฑ์) อีกคนก็เป็น Angel(เทพบุตรผู้มีนิสัยเจ้าสำราญ) พวกเขาเองก็ไม่ต่างจากคนเดินดินธรรมดา ที่มีปรารถนาอยู่ลึกๆ ไม่ต่างกัน และคงไม่แปลกอะไรที่เราจะสนใจ เฝ้าติดตามคนที่เหมือนๆ กับเรา

แล้ว เสียงบรรยายเหล่านั้นมาจากไหน ? ใน After Midnight เสียงเหล่านั้นไม่ได้มีแค่ต้นเรื่อง แต่มันยังทำหน้าที่เล่าสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งความในใจลึกๆ ของแต่ละคน สิ่งต่างๆ ในเมือง หรือแม้แต่อธิบายสมการฟิโนบัชชี่ เพิ่มเติมจาก มาร์ติโน่ ?.เสียงบรรยายอาจเป็นเสียงจากเบื้องบน, ผู้หยั่งรู้, พิพิธภัณฑ์เมโล, หรือแม้แต่เมืองตูริน นั่นเอง ที่คอยเตือนเราตั้งแต่ต้นแล้วว่าอย่าไปสนใจเรื่องราวของคนต่อไปนี้ให้มากนัก พวกเขาหลีกหนีสังคมไปจมกับความฝัน และยังอาจทำให้เราถลำตัวตามไปด้วย แต่ท้ายที่สุดเราจำเป็นต้องเผชิญความจริงมากกว่า เพื่อให้ชีวิตดำเนินไป

มาร์ติโน่มาตระหนักความจริง เขาถ่ายภาพแรกให้เราเห็นตั้งแต่ต้น เป็นภาพปู่ที่กำลังตกปลาอย่างยาวนานไร้จุดหมาย เขากลับมาถ่ายภาพนั้นอีกครั้งพร้อมกับได้ยินคำพูดว่า ?ยังตกปลาไม่ได้? เป็นการย้ำตัวเองให้เลิกหลงใหลไปกับบางอย่างเสียที เช่นเดียวกับที่พวกเขาต้องหาทางยุติสัมพันธ์รักสามเส้าซึ่งต่อเนื่องราวกับ เป็นเรื่องสนุกไปเสียที

อย่างไรก็ตามเมื่อหนังเรื่องนี้จบ เราคงไม่ได้หันไปมองความจริงอย่างที่ตัวละครในเรื่องได้พบ(ด้วยความจำใจ) แต่กลายเป็นเพิ่มความหลงใหลต่อสื่อภาพยนตร์เสียมากกว่า ในเมื่อ After Midnight ถ่ายทอดความรัก ความรู้สึกเหล่านั้นออกมาได้น่ารัก และงดงามดีแท้

Share →

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>