ภาพโปสเตอร์ที่ เอ็มเม็ท เรย์ (ฌอน เพนน์) นั่งเล่นกีต้าร์อยู่บนจันทร์เสี้ยวขนาดเขื่องที่สดสวยบนเวทีในชุดแพรวพราว ออกยี่เกนั้นอาจทำให้งุนงงสงสัย แต่หากเมื่อเราได้ดูหนังยิ่งเมื่อถึงฉากดังกล่าวซึ่งเป็นความพยายามของตัว ละครที่จะแสดงถึงความเป็นศิลปินอันเก่งกาจของตน พบว่ามันเข้ากับชื่อเรื่องที่ว่า ความหวานซึ้งกับต่ำทราม ได้เป็นอย่างดีไม่ต่างอะไรกับคำอย่าง Beauty and The Beast เลย


นับเป็นน้อยครั้งเหลือเกินที่วู้ดดี้ อัลเลนคนทำหนังตลกปัญญาชนผู้นิยมผสมผสานเรื่องราวส่วนตัวเอาไว้จะทำหนังที่ ตัวเขาเองไม่ได้เล่นเป็นตัวนำ ฉะนั้นเรื่องราวของเอ็มเม็ทต้องเรียกว่ามีอะไรน่าสนใจ และแน่นอนว่าคาบเกี่ยวกับอัตลักษณ์เฉพาะของอัลเลนเอง

หนังเปิดเรื่องด้วยการเล่าถึงตัวเอ็มเม็ทคร่าวๆจากบุคคลทางวงการดนตรีแจ๊ส(รวมถึงตัวอัลเลน เอง)ว่าตัวเขาจัดเป็นมือกีต้าร์ระดับยอดเยี่ยมแต่ยังไม่สามารถไปถึงขั้น ระดับสุดยอดได้ ยิ่งตัวเขาเองนั้นมักจะเอาตัวไปเปรียบเสมอว่าเป็นรองแค่ จังโก้ ไรน์ฮาร์ท มือกีต้าร์แจ๊สของฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงคนเดียวเท่านั้น จากคำบอกเล่านั้นนอกจากเขาจะชื่นชมจังโก้แล้วเขายังกลัวอีกด้วยถึงขนาดเคย เห็นจังโก้แล้วออกอาการเป็นลมไปเลย

อาการกลัวดังกล่าวเป็นอาการกลัวที่รวมไปกับอาการกลัวอื่นๆ ซึ่งจะมีแทรกอยู่ในหนังตลอด

การแสดงครั้งแรกและเรื่องราวในช่วงต้นก็แสดงให้เห็นทันทีว่าตัวเอ็มเม็ทมี บุคลิกภาพที่น่าแปลกเพียงใด เขาเป็นตัวปัญหาสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะเพื่อนในวง,ผู้จัดการ,เจ้าของผับ รวมถึงคู่ควงของเขา ที่แม้จะชื่นชมในฝีมือกีต้าร์ของเขาเพียงใด แต่ก็ทนกับพฤติกรรมอันเลวร้ายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการชอบหนีการแสดงไปเล่นพูล, ติดหนี้สินล้นพ้น, รักความหรูหราฟุ่มเฟือยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไปกับการแต่งตัว, หนำซ้ำเขายังเป็นแมงดามีโสเภณีในสังกัดอีกต่างหาก

เขายังมีพฤติกรรม ห่ามๆ อีก 3 ประการที่สร้างความระอา เพราะคนทั่วไปไม่ทำกันอย่างการลักเล็กขโมยน้อยข้าวของจากบ้านเพื่อน, พกปืนตลอดเวลาเพื่อเอาไว้ยิงหนูในกองขยะตามข้างทาง, นั่งดูขบวนรถไฟผ่านไปมา นอกจากนี้เขายังไม่เคยจริงจังกับผู้หญิงคนไหนเพราะถือว่าศิลปินต้องเป็น อิสระจะมีหลักแหล่งกับใครไม่ได้

พฤติกรรมเหล่านี้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับตัวละครอย่าง อัลวี ซิงเกอร์ ใน Annie Hall ที่ ชอบดูหนังตรงเวลา, มีวิธีกินกุ้งมังกรอันแสนประหลาด หนังของอัลเลนมักว่าด้วยคนนอกที่มีพฤติกรรมการสื่อสารล้มเหลวแก่คนทั่วไปเสมอ

ช่วงต่อมาเขาได้พบและเกี่ยวพันกับ แฮ๊ตตี้(ซาร์มาน ธ่า มอร์ตัน)หญิงสาวที่เป็นใบ้ เธอติดเขาแจแม้ตัวเขาเองจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารู้สึกรำคาญในความเป็น ผู้หญิงจนๆ สมองน้อย และพูดไม่ได้ของเธอแค่ไหน แฮ๊ตตี้ก็ไปไหนมาไหนกับเขาเสมอไม่ว่าจะตอนตกงาน, ทำพฤติกรรมห่ามๆ, หลอกลวงชาวบ้าน, หรือแม้แต่ช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์ ทั้งสองใช้ชีวิตร่วมกันหลายปีมีหลายครั้งเลยทีเดียวที่คล้ายว่าเขาจะรัก แฮ๊ตตี้ต่างจากผู้หญิงคนอื่น แต่แล้วเขาก็จากไปอย่างไม่ไยดี

และนับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเมื่อเขาไปเลือกภรรยาเป็นนักเขียนอย่าง แบลนซ์(อู ม่า เธอร์แมน) ถ้าแฮ๊ตตี้เป็นตัวแทนของผู้หญิงยุคเก่าที่ไม่มีปากมีเสียง รับฟังเรื่องราวทุกเรื่อง ยอมเป็นช้างเท้าหลังไปไหนมาไหนกับเขาเสมอด้วยความยินดี พอใจกับชีวิตที่เขาเป็น แบลนซ์ก็เป็นลักษณะตรงข้ามเธอเป็นสาวทรงเสน่ห์แต่งตัวหรูหรา ชื่นชมในฝีมือเอ็มเม็ทและพยายามอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้ความลุ่มลึกใน พฤติกรรมส่วนตัวอันแสนไร้สาระของเขา

ไม่ต้องแปลกใจว่าชีวิตของเขาจะ บรรลัยขนาดไหนกับภรรยาที่ไม่ได้รักเขาจริง และใช้ชีวิตรุ่มรวยผิดฐานะเช่นเขา ทั้งคู่ไม่ปรับตัวเพื่อกันและกัน เอ็มเม็ทยังคงเหมือนเดิมในการสร้างความอิดหนาระอาใจแก่ผู้ร่วมงาน แบลนซ์เองก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับเขาเท่านั้น

ทั้งคู่เคยทะเลาะกันโดยที่แบลนซ์ขอให้เขาทำตัวดีกว่านี้(เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่บอก เขาไม่รู้กี่ครั้ง) และวิพากษ์ถึงการเล่นกีต้าร์ของเขาที่น่าจะดีได้กว่านี้ ถ้าระบายอารมณ์ทุกข์หรือเศร้าไปกับการเล่นบ้าง ไม่ต่างกับคำพูดของคู่ควงคนหนึ่งในตอนต้นเรื่อง

ท้ายที่สุดเอ็มเม็ทกลับไปหาแฮ๊ตตี้อีกครั้งแต่เขาเองก็ยโสเกินกว่าที่จะขอคืนดีกับเธอ เขาจากลาไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะมาสำนึกได้ว่ากระทำสิ่งผิดพลาดที่สุดในชีวิตไปแล้ว

ฉากดังกล่าวเป็นฉากเดียวในเรื่องที่เขาระบายอารมณ์เศร้าสร้อยลงไปในการเล่นและ จัดเป็นการเล่นที่ดีที่สุด แต่ที่น่าเศร้ากลับเป็นเพราะเขากำลังเล่นให้ใครก็ไม่ทราบที่เขาแทบไม่รู้จัก และไม่รู้ค่าในสิ่งที่เขากระทำแม้แต่น้อยนิด

พฤติกรรมของเอ็มเม็ทนั้นไม่ได้เกิดอย่างไม่มีมูลเหตุ หลายอย่างบ่งชี้ชัดถึงปัญหาแต่ปูมหลังไม่ว่าจะเป็นการลักเล็กขโมยน้อยอัน เกิดจากความอบอุ่นบนพื้นฐานครอบครัวที่ดี, ความคึกคะนองจากการยิงหนูอันแสดงถึงความกล้าข่มความอ่อนแอในตัวเอง หรือแม้แต่การมองดูขบวนรถไฟที่แสดงถึงชีวิตที่ไม่มีหลักแหล่งอันเป็นอัตตา ของเขาเอง

ทุกๆ พฤติกรรมแสดงถึงอุปสรรคที่สร้างขึ้นจากตัวเขาเองในการ นำพาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต เพราะเอ็มเม็ทไม่รู้จักที่จะปล่อยวางสิ่งใดลงไปเลย

ฌอน เพนน์ ให้การแสดงแบบสมจริงทั้งที่มันอยู่โทนทีเล่นทีจริงตลอด นับเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างพฤติกรรมบ้าบิ่น และจองหองของเขากับลักษณะบุคลิกภาพหลักในหนังของวู้ดดี้ อัลเลน

หลังจากที่ วู้ดดี้ อัลเลน ทดลองทำหนังมาหลายรูปแบบโดยเฉพาะในระยะหลังๆ เขามักนำตระกูลหนังต่างๆมาผูกกับลักษณะเฉพาะตัวของเขาเสีย ไม่ว่าจะเป็น หนังแก๊งสเตอร์( Bullet Over Broadway ), หนังเพลง( Everyone Say I Love You ), หนังรวมดารา ( Celebrity ) เช่นเดียวกับในยุคก่อนที่มีการทำแบบนี้อยู่บ้างเช่นกรณีของ Shadow And Fog ซึ่งมีลักษณะยั่วล้อหนังเยอรมันเอ๊กเพรสชั่นนิสม์มากกว่าทำจริงจัง หรือเป็นหนังสารคดีประวัติศาสตร์อย่าง Zelig ในที่สุดเขาก็ได้ทำหนังอีกแนวหนึ่งคือหนังสารคดีชีวประวัติจนได้

Sweet And Lowdown เป็นหนังที่อยู่ในโทนตรงข้ามกับงานต่อมาของเขาอย่าง Small Time Crooks เพราะแทบไม่มีฉากไหนที่ถือว่าใส่มาเพื่อสร้างอารมณ์ขัน มันออกจะเป็นความขันขื่นจากการเสียดสีตัวเอ็มเม็ท เรย์มากกว่า กระนั้นก็ยังจัดเป็นชีวประวัติที่เบาบางในแง่ความเข้มข้นทางอารมณ์แบบดราม่า มีอารมณ์ขันเล็กแทรกอยู่ตลอด หนำซ้ำยังมีฉากยั่วล้อการเล่าเรื่องแบบปากต่อปากที่ไม่อาจเชื่อได้ว่า ชีวประวัตินี้เป็นเรื่องที่จริง

อีกประการหนึ่งก็ถือเป็นความตั้งใจบูชาครูของอัลเลนเอง ในเมื่ออีกสถานะหนึ่งของเขาก็คือนักดนตรีแจ๊ส

ชีวิตของเอ็มเม็ทในช่วงบั้นปลายเขาเข้าสู่จุดสูงสุดของอาชีพนักดนตรี ฝีมือของเขาเทียบเคียงได้กับจังโก้ ไรน์ฮาร์ท แต่หนังก็เล่าจบเพียงแค่นั้นด้วยเพราะวู้ดดี้ได้บอกในตอนท้ายว่าพอถึงตอน นั้นเขากลับเหมือนหายไปเฉยๆ

ลองคิดกันเล่นๆว่าในเมื่อไม่มีเอ็มเม็ท เรย์นักดนตรีฝีมือเป็นรองจังโก้ ไรน์ฮาร์ท ชอบทำพฤติกรรมประหลาดๆ และรักใครไม่เคยจริงจังอยู่อีกต่อไปแล้ว

แล้ววู้ดดี้ อัลเลนจะเล่าเรื่องเขาต่อไปทำไมล่ะ?

Share →

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>