A Snake of June ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจของผู้กำกับ ชินยะ ซึกะโมโต้(Tetsuo, Gemini) หนึ่งในคนทำหนังที่ยังคงความเป็นอิสระทางความคิดตลอดเกือบ 20 ปี   เรามีบทสัมภาษณ์จากเว๊บไซต์ Midnight Eye มาให้อ่านกัน

ได้ยินมาว่าคุณจะสร้าง A Snake of June ก่อนจะทำ Tetsuo เสียอีก  ทำไมถึงปล่อยมันมายาวนานอย่างนี้ ?
เป็นเรื่องจริงที่ผมอยากสร้างเรื่องนี้ก่อน Tetsuo  ประมาณ 15 ปีมาแล้ว ทุกปีในเดือนมิถุนายนเมื่อฤดูฝนมาถึง ความปรารถนาที่จะสร้างหนังก็จะคืบคลานเข้ามาหาผมอีก ฤดูฝนในญี่ปุ่นจะร้อนและชื้นแฉะ ซึ่งบันดาลใจให้นึกถึงช่วงของหนังที่เย้ายวนอารมณ์  แต่เมื่อฤดูร้อนกลับมา ผมก็จะสูญเสียแรงกระตุ้นนั้น จวบจนมิถุนายนของอีกปีมาถึงก็จะกระตุ้นผมอีกครั้ง ผ่านวังวนอย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะผมเขียนบทได้ไม่เร็วนัก มันอาจจะถูกกระตุ้นในหน้าฝน  แต่ผมก็ยังคิดถึงมันแม้เวลาหน้าร้อนจะมาถึงก็ตาม

ไอเดียเริ่มแรกมีความแตกต่างจากหนังที่เป็นอยู่นี้มาก ทั้งโป๊, รุนแรง, และอนาจาร หลายปีมาแล้วองค์ประกอบจากความคิดนี้ก็ถูกนำไปใช้ในหนังหลายเรื่องของผมแทน จนถึงเดี๋ยวนี้ก็เริ่มจะหันไปสร้างหนังอีโรติคฉลาดแล้วหลายเรื่อง  เช่นในฝรั่งเศส  ผมคิดได้ว่าคงพลาดโอกาสไม่ได้แล้ว  ถ้าคอยอีกอาจสายเกินไป  ตอนนี้มันก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว  หนังเรื่องนี้ช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตการทำงาน เหมือนเป็นตอนจบอีกบทหนึ่ง

ทำไมคุณถึงอยากทำเป็นหนังโป๊ในตอนแรกล่ะ ?
ผม อยากจะทำหนังที่ทุกภาพแผ่ซ่านด้วยอารมณ์อีโรติคมาตลอด เป็นหนังอีโรติคแท้ๆ กับ Tetsuo ก็สร้างด้วยความคิดนี้เหมือนกัน ผมสนใจในการถ่ายหนังเกี่ยวกับร่างกายที่เปลือยเปล่ามานานแล้ว บางทีในกรณีของหนังโป๊ คนคงจะจินตนาการถึงการเปิดเผยร่างกายของผู้หญิง แต่ผมตั้งใจแต่แรกว่าจะนำเสนอความแตกต่างระหว่างร่างของชาย-หญิงที่เหนือคำอธิบายภาพของ โรเบิร์ต แมปเปิ้ลธอร์พ เป็นแหล่งของแรงบันดาลใจมาตลอด 15 ปีของผม ความคิดแต่เดิมได้เปลี่ยนไปแล้ว ความอีโรติคเกิดขึ้นจากภาพเรือนร่างของผู้หญิงทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นจริงๆ ในช่วงการเขียนบทครับ

ภาพของ แมปเปิ้ลธอร์พก็แสดงออกถึงภาพรุนแรงผ่านร่างกายมนุษย์เหมือนกัน  สิ่งนั้นคือแรงบันดาลใจของคุณใช่ไหม ?
ก็มีส่วนหนึ่งครับ

คุณคิดว่าความรุนแรง และกามารมณ์  มีความเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า ?
มันเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เพราะต่างเป็นสัญชาตญาณดั้งเดิมในตัวมนุษย์ทั้งคู่ มันเป็นพื้นฐานไม่ต่างกับการกิน ผมยังคิดว่ามันเป็นองค์ประกอบสำคัญทางภาพยนตร์ด้วยซ้ำ แต่หนังส่วนใหญ่ลืมหรือตัดมันทิ้งออกไปหมด ดังนั้นผมจึงอยากดึงจุดแข็งในหนังของผมออกมา

จากชื่อหนัง A Snake of June แต่แน่ละว่าเราไม่ยักเห็นงูจริงๆ สักตัว  แต่โดยพื้นฐานแล้วภาพของงู และผู้หญิงมักเกี่ยวข้องกัน  ดังเช่น  ภาพเมดูซ่า ในกรณีของชื่อหนังเรื่องนี้ งูเป็นสัญลักษณ์ของการตื่นตัวทางเพศของผู้หญิงหรือเปล่า ?
ก็ประมาณนั้นตามปรกติเพศหญิงจะดูบริสุทธิ์ แต่ระหว่างหน้าฝนความรู้สึกทางเพศจะถูกขับออกมาโดยธรรมชาติ  คุณสามารถสัมผัสที่แผ่ซ่านจากภายในนั้นได้  ซึ่งคล้ายกับการเคลื่อนไหวของงู

มีฝนตกในหนัง เรื่องนี้ตลอดเวลา  ผิวของตัวละครหญิงก็มีเหงื่อ หรือน้ำตามตัวเสมอ ซึ่งทำให้ดูวาบหวิวมาก  ความชื้นถือเป็นความอีโรติคของคุณใช่ไหม ?
ถูกต้องเลยครับ ผมรู้สึกว่าถ้าจะทำหนังอีโรติคจะใช้ภาพที่ปกคลุมด้วยหยดน้ำเมื่อถึงหน้าร้อน อากาศอบอ้าว สาวๆ จะชอบสวมใส่มินิสเกิร์ตกัน ซึ่งกระตุ้นหนุ่มๆ ให้แอบมองเธอ  มีบรรยากาศอีโรติคตลอดช่วงเวลานั้น ถึงผมจะทำหนังที่เกี่ยวพันระหว่างการสูญเสียทางกายภาพ กับความเจริญของเมือง  เราก็โตมากับมัน ทีละน้อยๆ เราก็ยิ่งสูญเสียธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์  แต่หากน้ำเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเมื่อไหร่ มันจะไปกระตุ้นการเจริญพันธ์ของพืชและต้นไม้แม้ในคอนกรีต ซึ่งล่อหมู่ภมรและนำชีวิตกลับสู่เมืองอีกครั้ง ชีวิตใหม่เริ่มก่อเกิด ส่วนคุณจะชอบมันหรือเปล่า ธรรมชาติที่อยู่ในตัวคุณจะตอบให้เอง

ผมไม่แน่ใจว่าจะระบุความสัมพันธ์ให้เกี่ยวข้องเหมาะสมด้วยประเด็นแบบไหนในหนัง แต่มันชัดเจนขึ้นเมื่อผมดู Vive L’Amour ของ ไฉ่มิ่งเหลียง ผมว่ามันมีประเด็นเดียวกัน ความเหงาของผู้คนในเมืองใหญ่ มันทำให้ผมมั่นใจว่าผมสามารถดัดแปลงไอเดียของผมลงไปได้แล้ว

ผมชอบหนังเรื่องนี้ที่มันมีประเด็นเฟมินิสต์  ทั้งที่คุณบอกว่าความคิดแต่เดิมเต็มไปด้วยภาพโป๊ และความรุนแรง  คุณคิดว่าตลอดเวลา 15 ปีที่จมจ่อมกับมัน มุมมองต่อเพศหญิงของคุณได้เปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม ?
ผมก็คิดเหมือนกันเลยครับ บุคลิกของหญิงสาวในครึ่งแรกของหนังค่อนข้างแย่ทีเดียว แต่ผมก็ไม่ตั้งใจจะให้เธอทุกข์ระทมนะ อยากให้ชีวิตเธอจบอย่างเป็นสุขมากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแต่เมื่อผมนึกถึงแม่ซึ่งเป็นคนรุ่นก่อนที่มีสถานอ่อนแอและมีชีวิตเพื่อคอยดูแลผู้ชายทีไร แล้วเกิดความสงสารเธอ และคิดอยากทำอะไรกระตุ้นให้ส่งเสริมพวกเธอบ้าง

หนังเรื่องนี้ยังใส่ลายเซ็นคุณไว้ด้วยโดยเฉพาะฉากที่ไอ้ถ้ำมองฟาดไปที่ชิเงฮิโกะ ซึ่งมีวัตถุประหลาดขนาดยักษ์ยื่นออกมาจากตัวหมอนี่
ตอนผมเห็นฉากนี้ครั้งแรก ยังอดหัวเราะไม่ได้เลย “เอาอีกแล้วเหรอ? ทำไมตูยังทำอะไรแบบนี้อยู่เนี่ย ?” (หัวเราะ) แต่กับหนังเรื่องนี้นี่เป็นภาพแรกที่อยู่ในหัวของผมเลย  มีอะไรเปลี่ยนมากมายตามกาลเวลา แต่ภาพนี้ก็ยังอยู่ ไอเดียแรกๆ มาจากหนังอาวองการ์ท(ศิลปะการสร้างภาพยนตร์แบบทดลอง) และได้รับแรงบันดาลใจจาก The Story of the Eye  ของ  Georges Bataille  ผมอยากจะรักษารูปแบบนั้นไว้ด้วย  ยกเว้นฉากนี้ผมก็ไม่อยากทำอะไรให้มันหลุดๆ นักหรอก  มันจะทำให้หนังมันดูบ้าไปหน่อย  เอ๊ะ แต่จริงๆ หนังของผมมันก็บ้าๆ อย่างนี้อยู่แล้วนี่(หัวเราะ)

คุณคิดว่ารูปแบบ ที่ว่าจากหนังเรื่องนี้จะเปลี่ยนหรือลบล้างแนวทางของคุณในอนาคตหรือเปล่า ?  เพราะคุณเคยบอกก่อนจะทำ A Snake of June ว่าหนังเรื่องนี้ช่วยเติมเต็มให้กับชีวิตการทำงาน เป็นตอนจบอีกบทหนึ่ง
เปลี่ยนแปลงครับแต่คนส่วนใหญ่มองผมคงไม่ได้สังเกตหรอก(หัวเราะ) หลังจากทำหนังเรื่องนี้เสร็จ ผมว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับธีมความรุนแรงในเรื่องหน้าแล้วจะยกเว้นก็ Tetsuo ในอเมริกานั่นแหละ

ตกลงคุณจะได้ทำหนัง Tetsuo  เวอร์ชั่นอเมริกาเหรอ ?
จริงๆมันก็แค่มุขตลกครับ แต่ผมทำมันมาสองภาคแล้วโดยไม่มีแรงหนุนทำภาคสามในญี่ปุ่นเลย  ผมอยากจะทำมันด้วยรายละเอียดที่มากขึ้น  แบบหนังฮอลลีวู้ดเลย  ก็ถ้า Tetsuo เป็นหนังสยองขวัญแบบเพี้ยนๆ  เวอร์ชั่นอเมริกาจะเป็นเวอร์ชั่นเพี้ยนๆของ  Blade Runner  หรือหนังชุดอย่าง  Alien  อย่างไรก็ตามหนังอย่าง The Matrix  ก็พูดประเด็นเดียวกับ Tetsuo  ผมจึงต้องคิดให้มากขึ้น  มันอาจจะเป็นหนังญี่ปุ่น  แต่ผมก็อยากถ่ายทำในอเมริกาแบบทุนต่ำ  หลังจากงานนี้เสร็จผมก็อยากจะไปใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ  และบางทีก็จะกลับมาเล่าประเด็นจากเมืองใหญ่อีกครั้ง

Share →

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>